สอบถามหลักสูตรเลือกช่องทางที่สะดวก ทีมงานตอบเองทุกช่อง
LINE @itgeniusตอบเร็วที่สุด · จ–ศ 9:00–17:00 น.
โทรศัพท์
02-570-8449สำนักงาน088-807-9770มือถือ
อีเมลและโซเชียล
contact@itgenius.co.thสำหรับใบเสนอราคาและเอกสารFacebookitgeniusonlineYouTubeitgeniusengขอคำปรึกษาจัดอบรมให้ทีม
บทความทั่วไป

ประมูลแรง 4G จะแพงขึ้นมั้ย?

26 พ.ย. 2558

คลื่น1800MHz ประมูลแรง 4G จะแพงขึ้นมั้ย? หลายฝ่ายมีความกังวลว่าในการประมูลคลื่น 1800 MHz ที่สิ้นสุดลงไปแล้ว มีราคาสูงจะส่งผลให้ราคาค่าบริการแพงด้วยนั้น

ประมูลแรง 4G จะแพงขึ้นมั้ย?

คลื่น1800MHz ประมูลแรง 4G จะแพงขึ้นมั้ย? 
คลื่น1800MHz ประมูลแรง 4G จะแพงขึ้นมั้ย? หลายฝ่ายมีความกังวลว่าในการประมูลคลื่น 1800 MHz ที่สิ้นสุดลงไปแล้ว มีราคาสูงจะส่งผลให้ราคาค่าบริการแพงด้วยนั้น

หลายฝ่ายมีความกังวลว่าในการประมูลคลื่น 1800 MHz ที่สิ้นสุดลงไปแล้ว มีราคาสูงจะส่งผลให้ราคาค่าบริการแพงด้วยนั้น

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เขียนอธิบายเกี่ยวกับราคาประมูล 4 คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ไว้ดังนี้ หลังการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่แข่งขันประมูลกันอย่างเข้มข้นหลายคนสงสัยว่า ราคาชนะประมูลในระดับ 8 หมื่นล้านบาทนั้น จะทำให้อัตราค่าบริการ 4G แพงขึ้นหรือไม่ และทำไมก่อนเปิดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz บางค่ายก็โฆษณาบริการ 4G แล้วสิ่งที่โฆษณานั้น ตกลงเป็น 4G แท้หรือ 4G เทียม

แรกสุดต้องทำความเข้าใจก่อนว่าหลักการประมูลของ กสทช.ในครั้งนี้หรือที่เรียกกันติดปากว่า “การประมูล 4G” เป็นเรื่องของการประมูลสิทธิในคลื่นความถี่ 1800 MHz มิใช่การประมูลสิทธิในเทคโนโลยี 4G เพียงแต่ กสทช.มุ่งหมายที่จะให้ผู้ชนะประมูลให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบันนั่นคือ 4G และเมื่อไรที่ยุค 5G มาถึงผู้ชนะประมูลก็สามารถปรับปรุงบริการเป็น 5G ได้บนสิทธิในคลื่นความถี่ของตนโดยไม่ต้องประมูลกันใหม่แต่อย่างใด

หลักการเดียวกันนี้ใช้มาตั้งแต่การประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า “การประมูล 3G” ดังนั้นแม้ผู้ชนะการประมูลครั้งนั้นเริ่มเปิดให้บริการในระบบ 3G แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าจนสามารถให้บริการ 4G บนคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz ได้ ผู้ประกอบการบางรายจึงปรับปรุงบริการบนคลื่นความถี่ย่านนี้ให้เป็น 4G สิ่งที่โฆษณาจึงมิใช่บริการ 4G เทียมแต่อย่างใด นอกจากนี้ ผู้ให้บริการบางรายซึ่งยังคงเหลือสัมปทานคลื่นความถี่ 1800 MHz สำหรับให้บริการ 2G ก็ได้ขอปรับปรุงบริการเป็น 4G เช่นกันแต่เป็นชุดคลื่นความถี่ 1800 MHz คนละชุดกับที่เพิ่งประมูลเสร็จสิ้นไป ประเทศไทยจึงมี 4G บนคลื่นความถี่ทั้งย่าน 1800 MHz และ 2100 MHz อยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ยังไม่เกิด “การประมูล 4G”

ด้วยเหตุที่มีการให้บริการ 4G ในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้วจึงทำให้เกิดแพ็กเกจ 4G หลายแพ็กเกจ ซึ่งมีสิทธิประโยชน์และอัตราค่าบริการต่าง ๆ กันไป และด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยี 4G ซึ่งรับส่งข้อมูลปริมาณมาก ๆ ได้ดีกว่า 3G ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลงเราจึงพบว่า อัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการ 4G ถูกกว่าบริการ 3G อยู่แล้ว ดังนั้น หากผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz จะกำหนดอัตราค่าบริการที่แพงกว่า 4G ที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด ผู้บริโภคก็ย่อมจะไม่เลือกใช้บริการราคาแพงนั้น ในขณะนี้เราจึงมีกลไกตลาดเป็นปัจจัยสำคัญในการคุมมิให้อัตราค่าบริการแพงขึ้น ยิ่งถ้าบริการ 4G เดิมในท้องตลาดลดราคายิ่งจะเป็นการกดดันให้บริการ 4G ใหม่ไม่สามารถตั้งราคาแพงได้ตามอำเภอใจ

หลายคนอาจยังเชื่อว่าผู้ชนะการประมูลน่าจะต้องผลักภาระต้นทุนค่าคลื่นความถี่มาให้ผู้บริโภคแบกรับ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของการประกอบธุรกิจ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ จะพบว่าต้นทุนแต่ ละประเภทมีความยากง่ายในการผลักภาระให้ผู้บริโภคแบกรับได้แตกต่าง กัน ต้นทุนที่ผลักภาระ ให้ผู้บริโภคได้ยากคือต้นทุนจมยกตัวอย่างเช่น ค่าเซ้งอาคารหากมีร้านขายผลไม้ร้านที่หนึ่งเซ้งอาคารมาเจ็ดแสนบาทและร้านขายผลไม้ติด ๆ กันเซ้งอาคารมาหนึ่งล้านบาทเราจะพบว่าราคาผลไม้เกรดเดียวกันของทั้งสองร้านจะไม่แตกต่างกันตามค่าเซ้งที่แพงหรือถูก เพราะหากร้านที่สองขายผลไม้เกรดเดียวกันในราคาแพงกว่า ผู้บริโภคย่อมจะพากันไปซื้อผลไม้จากร้านที่หนึ่งการผลักภาระค่าเซ้งอาคารมาให้ผู้บริโภค จึงทำไม่ได้ง่าย ๆ และเนื่องจากต้นทุนจมเป็นรายจ่ายที่จ่ายขาดไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับไปลดต้นทุนนั้นลงได้ กลยุทธ์ที่ร้านที่สองจะอยู่รอดคือ การขายผลไม้ในราคาที่แข่งขันได้กับร้านที่หนึ่งเพื่อให้มีรายรับเข้าร้าน ในขณะเดียวกันต้องลดต้นทุนในส่วนที่ลดได้ซึ่งก็คือ รายจ่ายในการดำเนินการในแต่ละวันมิใช่ใช้กลยุทธ์ขายผลไม้เกรดเดียวกันแพงกว่าร้านคู่แข่งด้วยเหตุว่าเซ้งอาคารมาแพงกว่าแต่อย่างใด

เงินชนะประมูลคลื่นความถี่ก็เปรียบได้กับค่าเซ้งสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ ผู้เข้าร่วมประมูลทุกรายรู้ดีว่าเมื่อจ่ายไปแล้วก็เป็นการจ่ายขาดไม่สามารถขอคืนหรือขอลดได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ และรู้อยู่ก่อนแล้วว่าหากตนเองกำหนดอัตราค่าบริการ 4G แพง ผู้บริโภคก็จะเลือกซื้อบริการ 4G ของรายอื่น ผู้เข้าร่วมประมูลทุกรายจึงได้คำนวณเพดานราคาของคลื่นความถี่ที่ตนจะประมูลไว้ก่อนวันประมูลแล้ว และต่างก็ตระหนักดีว่าถ้าตนเองชนะประมูลในราคาที่สูงกว่าเพดานราคาที่คำนวณล่วงหน้ากิจการก็จะไม่สามารถทำกำไรได้

ยิ่งไปกว่านั้นเพดานราคาของคลื่นความถี่ที่ผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละรายคำนวณขึ้นมาย่อมแตกต่างกันตามศักยภาพทางธุรกิจของแต่ละรายเช่น ปริมาณทรัพย์สิน-หนี้สิน จำนวนผู้ใช้บริการและโครงข่ายโทรคมนาคมที่มีอยู่เดิม โมเดลทางธุรกิจที่จะให้บริการและความสามารถในการสร้างรายได้หรือทำกำไรจากโมเดลธุรกิจนั้น ๆ เป็นต้น และเนื่องจากเทคโนโลยีและบริการ 4G เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วตัวเทคโนโลยีมีความเสถียรมีอุปกรณ์โครงข่ายและตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมวางจำหน่าย อีกทั้งมีโมเดลธุรกิจ 4G ในต่างประเทศให้ศึกษาการคำนวณเพดานราคาประมูลคลื่นความถี่ในปัจจุบันจึงมีความแม่นยำค่อนข้างสูง ราคาชนะประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่เป็นไปตามการคำนวณในครั้งนี้จึงไม่อาจทำให้อัตราค่าบริการ 4G แพงขึ้นตามที่หลายคนกังวล

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยในประเด็นนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนที่กสทช.จะกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลคือ ทำอย่างไรให้ผู้ใช้บริการไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบและให้กำหนดค่าใช้บริการไว้ล่วงหน้า ซึ่งทาง กสทช.เองได้รับข้อห่วงใยนี้มากำหนดไว้ในหลักเกณฑ์การประมูลครั้งนี้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ชนะการประมูลต้องให้บริการที่มีคุณภาพและต้องกำหนดอัตราค่าบริการ ทั้งบริการเสียงและบริการข้อมูลเฉลี่ยต่ำกว่าอัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้คลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz และต้องจัดให้มีแพ็กเกจราคาถูกอย่างน้อย 1 รายการ ที่ส่งเสริมและเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการได้และต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงด้วย

สรุปง่าย ๆ คือ ต้องมีแพ็กเกจที่คุณภาพไม่ต่ำกว่าเดิมในราคาที่ถูกลงโดยห้ามบังคับซื้อ เหมาโทรฯ เท่าใด ใช้เน็ตเท่าใดก็จ่ายเท่านั้น ไม่ใช่ถูกบังคับให้ซื้อค่าโทรฯ เดือนละร้อยนาทีหรือค่าเน็ตเดือนละหนึ่งกิกะไบต์ ทั้งที่ผู้บริโภคหลายคนใช้นาทีหรือใช้เน็ตไม่หมดในแต่ละรอบบิลกลายเป็นการซื้อแบบเสียของไปแต่ยิ่งทำกำไรให้กับผู้ให้บริการ

และหากในอนาคตมีผู้ให้บริการรายใหม่แจ้งเกิดในตลาด 4G ได้จริง เราอาจจะเห็นอัตราค่าบริการที่ถูกลงอย่างชัดเจนเหมือนกับตอนที่ทีโอทีเปิดบริการ 3G เมื่อปลายปี พ.ศ.2552 ซึ่งเดิมอัตราค่าบริการอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือของแต่ละค่ายตกอยู่ที่ 12 สตางค์ต่อกิโลไบต์หรือประมาณ 122 บาทต่อเมกะไบต์ แต่ทีโอที 3G กำหนดอัตราค่าบริการเพียง 2 บาทต่อเมกะไบต์ ลดลงจากเดิมกว่า 60 เท่า ทำให้ค่ายอื่น ๆ ต้องลดราคาลงมาสู้ในระดับเดียวกันซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการเพิ่มการแข่ง ขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นกลไกกำกับดูแลอัตราค่าบริการที่ได้ผลดีที่สุด.

ที่มา:

บริการของเรา

ไอทีจีเนียส เอ็นจิเนียริ่ง ให้บริการด้านไอทีครบวงจร

ทั้งงานอบรม (Training) สัมมนา รับเขียนโปรแกรม เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน งานออกแบบกราฟิก และงานด้าน E-Marketing ทั้ง SEO, PPC และ Social Media Marketing

ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอทีได้เลยค่ะ