สอบถามหลักสูตรเลือกช่องทางที่สะดวก ทีมงานตอบเองทุกช่อง
LINE @itgeniusตอบเร็วที่สุด · จ–ศ 9:00–17:00 น.
โทรศัพท์
02-570-8449สำนักงาน088-807-9770มือถือ
อีเมลและโซเชียล
contact@itgenius.co.thสำหรับใบเสนอราคาและเอกสารFacebookitgeniusonlineYouTubeitgeniusengขอคำปรึกษาจัดอบรมให้ทีม
บทความทั่วไป

บิตคอยน์ (Bitcoin) คืออะไร

19 พ.ย. 2567
บิตคอยน์ (Bitcoin) คืออะไร

บิตคอยน์ (Bitcoin) คืออะไร โอกาสหรือความเสี่ยง เมื่อจะลงทุนเงินดิจิทัลในโลกออนไลน์

บิตคอยน์ (Bitcoin) คืออะไร ?

          บิตคอยน์ (Bitcoin) คือ สกุลเงินสมมติที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โดยไม่ขึ้นกับสกุลเงินใด ๆ ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญทั่วไป โดยบิตคอยน์มีหน่วยเงินตราเป็น BTC เหมือน ๆ กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ใช้หน่วยเงินตราเป็น USD สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นที่ใช้ JPY หรือสกุลเงินบาทไทยที่ใช้เป็น THB นั่นเอง ซึ่งบิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มถูกนำไปใช้แลกเปลี่ยนซื้อ-ขายสินค้ากันจริง ๆ ในโลกออนไลน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
       
          ทั้งนี้ บิตคอยน์ถือว่าเป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ (Cryptocurrency) สกุลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสกุลเงินอื่น ๆ อีกมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา อาทิ สกุลเงิน Ethereum ที่ใช้ตัวย่อว่า ETH, สกุลเงิน Ripple ที่ใช้ตัวย่อว่า XRP และสกุลเงิน Litecoin ที่ใช้ตัวย่อว่า LTC แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบิตคอยน์ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุด


 โดยบิตคอยน์เริ่มมาเป็นกระแสในเมืองไทย เนื่องจากมีกลุ่มแฮกเกอร์ได้ปล่อยไวรัสเรียกค่าไถ่ "WannaCry" ซึ่งได้เรียกเก็บเงินกับผู้ที่ติดไวรัสเป็นสกุลเงินบิตคอยน์ ทำให้สกุลเงินนี้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก

 

บิตคอยน์ (Bitcoin) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

          บิตคอยน์เกิดจากแนวคิดที่ว่ามีคนต้องการระบบเงินใหม่ที่ไม่ถูกตรวจสอบขึ้นมา จากเดิมที่มีระบบธนาคารกลางเป็นผู้ดูแล และมีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน รวมถึงมูลค่าของเงิน ทำให้ธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของธนาคารกลางนั่นเอง แต่กระบวนการเหล่านี้อาจจะไม่ค่อยถูกใจบรรดาธุรกิจใต้ดิน เพราะต้องระบุตัวตน เวลาโอนเงินก็ต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ถูกตรวจสอบได้ง่าย

          ดังนั้นจึงมีหลาย ๆ คนพยายามจะสร้างสกุลเงินใหม่ที่ไม่ผ่านระบบธนาคารกลาง และเป็นที่ยอมรับใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ใช้นามแฝงว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้สร้างระบบที่เรียกว่า "Blockchain" ออกมา ซึ่งเป็นระบบเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเงินเฟ้อและเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัลจากการปั๊มเงินออกมาเรื่อย ๆ ได้ตามใจชอบ โดยนำระบบการทำงานของอัลกอริทึมมาใช้ แล้วกำหนดปริมาณเงินในระบบไว้ไม่ให้เกิน 21 ล้านหน่วย ทำให้บิตคอยน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากมีระบบป้องกันเงินเฟ้อนั่นเอง

 

บิตคอยน์ (Bitcoin) ขุดยังไง เล่นแล้วรวยจริงหรือ ?

          หลังจากที่บิตคอยน์เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จึงมีหลายคนเริ่มเห็นโอกาสในการทำกำไร ซึ่งก็มีคนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยกับบิตคอยน์ไปไม่น้อยเลยทีเดียว โดยการลงทุนในบิตคอยน์นั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธีหลัก ๆ ดังนี้

1. การขุด (Mining)

          อย่างที่บอกไปข้างต้นคือ บิตคอยน์ถูกดูแลภายใต้ระบบ Blockchain ที่ทำงานโดยอัลกอริทึม "การขุดคอยน์" อธิบายง่าย ๆ ก็คล้าย ๆ กับการที่เราเข้าไปขุดทองในเหมือง แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบมาทำในระบบคอมพิวเตอร์แทน โดยจะต้องนำคอมพิวเตอร์ของเราไปเป็นเซิร์ฟเวอร์ให้ระบบบิตคอยน์ใช้ในการเก็บธุรกรรมต่าง ๆ จึงจะได้รับค่าตอบแทนคือเงินบิตคอยน์ แต่การจะได้ค่าตอบแทนนั้นจะต้องแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์ให้ได้ ซึ่งต้องแข่งกับคนอื่น ถ้าทำสำเร็จเราก็จะเป็นเจ้าของบิตคอยน์ที่เกิดขึ้นมาใหม่จากการขุดนั่นเอง

          สำหรับความยาก-ง่ายของการขุดขึ้นอยู่กับจำนวนบิตคอยน์ที่เหลืออยู่ในระบบที่ถูกกำหนดสูงสุดไว้ที่ 21 ล้านหน่วย เพราะฉะนั้นยิ่งจำนวนบิตคอยน์เหลือน้อย การแก้สมการก็ยิ่งยากมากขึ้น รวมถึงความแรงของการประมวลผลคอมพิวเตอร์เราด้วยที่ต้องมากขึ้นตามความยากของการขุด ทำให้เราเห็นข่าวเรื่องที่คนหันมาซื้อการ์ดจอแรง ๆ เพื่อมาแข่งกันขุดบิตคอยน์นั่นเอง คอมพิวเตอร์ของใครแรงกว่าก็จะมีโอกาสแก้สมการได้เร็วกว่า ส่วนจำนวนเงินที่ได้จากการขุดถูกกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งช่วงแรกจะได้ครั้งละ 50 BTC โดยจำนวนเงินที่ได้จะค่อย ๆ ลดลงครึ่งหนึ่งทุก 4 ปี โดยตั้งแต่ปี 2020 จะเหลือแค่ 6.25 BTC และในปี 2024 จะเหลือเพียง 3.125 BTC

          ทั้งนี้ จากข้อมูลในเดือนพฤศจิกายน 2567 มีการขุดไปแล้ว 19.8 ล้าน BTC จึงเหลืออยู่ในระบบเพียง 1.1 ล้าน BTC ดังนั้นโอกาสรวยจากการขุดหาบิตคอยน์จึงยากมากขึ้น 

 

 

2. เทรดบิตคอยน์

          หากใครที่ไม่มีคอมพิวเตอร์แรง ๆ หรือเครื่องขุด ASIC ไปขุดบิตคอยน์ เราอาจใช้วิธีเทรดบิตคอยน์ตามตลาดซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ ก็ได้ เริ่มจากสมัครสมาชิกในเว็บไซต์ที่ได้รับใบอนุญาตจากศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ซึ่งมีอยู่มากมาย

 เมื่อสมัครสมาชิกแล้วเราสามารถฝากเงินเข้าพอร์ต แล้วซื้อบิตคอยน์ไว้เก็งกำไรเหมือนกับการซื้อหุ้นอย่างไรอย่างนั้น จะถือสั้น ถือยาว ก็แล้วแต่สไตล์ของเรา ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับกลไกการตลาดกำหนด คือช่วงเวลาไหนที่ได้รับความนิยมสูง มูลค่าของบิตคอยน์ก็จะสูงขึ้นตาม

         นอกจากการขุดแล้ว เรายังสามารถสร้างกำไรในรูปแบบอื่น ๆ ได้อีก เช่น การให้กู้ยืมบิตคอยน์ การ Staking คือ ล็อกเหรียญของเราไว้ ไม่นำไปใช้เพื่อรับดอกเบี้ย เป็นต้น

 

1 บิตคอยน์ เท่ากับกี่บาท ?

          มูลค่าของบิตคอยน์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนสกุลเงินอื่น ๆ ตามกลไกตลาด หรือที่เราเรียกว่าหลัก Demand Supply คือ ช่วงไหนที่ความต้องการบิตคอยน์มีมากกว่าปริมาณบิตคอยน์ที่มีในระบบก็จะส่งผลให้มูลค่าบิตคอยน์เพิ่มขึ้น เช่น ในช่วงที่มัลแวร์เรียกค่าไถ่ด้วยเงินบิตคอยน์ กลับกันหากบิตคอยน์ในระบบมีมากเกินความต้องการก็จะทำให้มูลค่าลดลง

           ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนแรกของบิตคอยน์ถูกกำหนดขึ้นในเดือนตุลาคม 2552 อยู่ที่ 1 BTC เท่ากับ 0.000764 USD กระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2553 บิตคอยน์สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็วเป็น 1 BTC เท่ากับ 0.50 USD และค่อย ๆ มีมูลค่าขึ้นมาเรื่อย ๆ 

          โดยราคาบิตคอยน์ดีดตัวขึ้นแรงในช่วงปี 2560 และทำสถิติไว้ราว 20,000 USD ต่อ 1 BTC หรือกว่า 600,000 บาท เลยทีเดียว จากการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน แม้จะมีกระแสคำเตือนต่าง ๆ จากนักวิเคราะห์ว่าอาจเกิด "ภาวะฟองสบู่" กับตลาดบิตคอยน์ ก่อนที่สุดท้ายบิตคอยน์จะร่วงลงอย่างหนักตลอดปี 2561-2562 ทำจุดต่ำสุดที่ประมาณ 3,200 USD ส่งผลให้นักลงทุนขาดทุนยับเยิน

ราคาบิตคอยน์ยังผันผวนต่อเนื่อง จนประมาณกลางปี 2563 ราคาเริ่มดีดตัวกลับขึ้นมาเรื่อย ๆ และสร้างสถิติใหม่ในเดือนธันวาคม 2563 ที่มีมูลค่าทะลุไปกว่า 27,000 USD ต่อ 1 BTC หรือกว่า 800,000 บาท เลยทีเดียว ก่อนจะพุ่งแตะหลักล้านเป็นครั้งแรกในวันที่ 3 มกราคม 2564 โดยทำสถิติสูงสุดที่ 34,800 USD คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.01 ล้านบาท 

          กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บริษัท เทสลา อิงค์ ของอีลอน มัสก์ ค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของโลก ได้เข้าซื้อบิตคอยน์มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท) และประกาศว่าจะให้ลูกค้าใช้เงินบิตคอยน์ซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ด้วย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นไปเกิน 47,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 ล้านบาท) ต่อ 1 บิตคอยน์ ทำนิวไฮอีกครั้ง และยังคงพุ่งต่อเนื่องในเดือนเมษายน 2564 เมื่อทะยานไปแตะระดับ 2 ล้านบาท ต่อ 1 บิตคอยน์ เรียบร้อย

          ทว่าในเดือนพฤษภาคม 2565 ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกลับถูกเทอย่างหนัก ทำให้ราคาเหรียญต่าง ๆ ดิ่งลงเหวไปตาม ๆ กัน แม้กระทั่งบิตคอยน์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาด หรือ มาร์เกตแคป สูงที่สุดก็ยังต้านไม่ไหว จนราคาหลุด 1 ล้านบาท

          ในช่วงปลายปี 2566 ราคาบิตคอยน์กลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งต่อเนื่องไปถึงปี 2567 และทำจุดสูงสุดในช่วงเดือนเมษายน 2567 ที่ราคาประมาณ 73,835 ดอลลาร์สหรัฐ อานิสงส์จากการเกิดขึ้นของกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐอเมริกา 

          ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2567 หลังจากการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา และโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะ บิตคอยน์ ยังคงสร้างสถิติราคาสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ (All Time High) โดยจากข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 บิตคอยน์ทำราคาสูงสุดอยู่ที่ 89,604.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 BTC หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 3.1 ล้านบาทเลยทีเดียว

 

บิตคอยน์ (Bitcoin) ผิดกฎหมายไหม เป็นที่ยอมรับหรือยัง ?

          ด้วยความนิยมที่สูงขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย ทำให้เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมาให้ความชัดเจนแล้วว่าสามารถซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยต้องผ่าน 7 สกุลเงินดิจิทัลที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งบิตคอยน์ก็เป็นหนึ่งในนั้น

  อย่างไรก็ตาม ธนาคาร สถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ต้องการระดมทุนและให้บริการแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ จะต้องยื่นขออนุญาตจากทาง ก.ล.ต. ก่อน

          ขณะเดียวกันปัจจุบันมีหลายประเทศที่ยอมรับบิตคอยน์อย่างถูกกฎหมาย อาทิ ประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการหลายรายที่ยอมรับการชำระสินค้าเป็นเงินสกุลบิตคอยน์ เช่น KFC, Burger King, Dell, Expedia, Greenpeace, Wikipedia รวมทั้ง PayPal 

 

บิตคอยน์ (Bitcoin) โอกาสหรือความเสี่ยง ?

          สำหรับการใช้บิตคอยน์ หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ นำมาซึ่งความสะดวกในหลายด้าน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องพกเงินสด อยากโอนให้ใครบนโลกนี้ก็ทำได้ง่าย ๆ ไม่ต่างจากการส่งอีเมล และนับวันสกุลเงินดิจิทัลก็ค่อย ๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น
       
          แต่ความเสี่ยงของเงินสกุลนี้ก็ยังมีอยู่มากเช่นกัน โดยเฉพาะค่าเงินที่ผันผวนเป็นอย่างมาก โดยบิตคอยน์เคยร่วงถึง 20% ภายใน 2 วัน และเคยร่วงถึง 800 USD ภายในชั่วโมงเดียว ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลปกติ หรือการลงทุนในหุ้นที่เฉลี่ยต่อวันจะเปลี่ยนแปลงไม่ถึง 5% 
    
          นอกจากนี้เหรียญคริปโตยังเป็นช่องทางการฟอกเงินอีกหนึ่งรูปแบบ รวมทั้งยังเป็นช่องทางให้เกิดการโจรกรรมทางอินเทอร์เน็ต เพราะไม่มีการระบุข้อมูลของผู้ใช้ การจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงทำได้ยากนั่นเอง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จากการที่บิตคอยน์ไม่มีตัวตนจริง จึงมีโอกาสสูญหายได้หากถูกโจมตีจากไวรัสที่ต้องการเข้ามาป่วนระบบ รวมถึงการที่ธนาคารกลางของประเทศหลายประเทศยังไม่สามารถควบคุมปริมาณเงินในระบบให้มีเสถียรภาพได้ด้วย


          ต้องบอกว่าปัจจุบันบิตคอยน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเราอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากชีวิตประจำวันของทุกคนต้องข้องเกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ตแน่นอน และบิตคอยน์คงจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ กับระบบการเงินของโลกในอนาคต ซึ่งการเรียนรู้ทำความเข้าใจเรื่องนี้เอาไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้า "บิตคอยน์" อาจกลายเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายก็ได้ แต่สำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนหรือเก็งกำไรควรจะต้องศึกษาข้อมูลและหาความรู้เพิ่มเติมอย่างละเอียด ไม่เช่นนั้นอาจจะหมดตัวได้ง่าย ๆ

 

 

สนับสนุนเนื้อหา: 

บริการของเรา

ไอทีจีเนียส เอ็นจิเนียริ่ง ให้บริการด้านไอทีครบวงจร

ทั้งงานอบรม (Training) สัมมนา รับเขียนโปรแกรม เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน งานออกแบบกราฟิก และงานด้าน E-Marketing ทั้ง SEO, PPC และ Social Media Marketing

ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอทีได้เลยค่ะ

แนะนำหลักสูตรที่น่าสนใจ

Visualization in Power BI and AI
AI

Visualization in Power BI and AI

Dashboard ที่ดีไม่ได้แค่บอกว่ายอดขายเป็นเท่าไร แต่ต้องช่วยตอบว่าทำไมตัวเลขจึงเปลี่ยน ลูกค้ากลุ่มไหนกำลังจะหายไป และจุดไหนผิดปกติจนต้องรีบดู Power BI มี AI Visuals ในตัวที่ช่วยหาคำตอบเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด และเมื่อโจทย์ซับซ้อนขึ้นก็ต่อยอดด้วย Python…

12 ชั่วโมง 2 วัน
6,750บาท 7,500 บาท
Golang for Beginners
ภาษาโปรแกรมมิ่ง

Golang for Beginners

Go หรือ Golang เป็นภาษาที่ Google พัฒนาขึ้นและได้รับความนิยมสูงในงาน Backend, Cloud และเครื่องมือ DevOps เพราะคอมไพล์เป็นไฟล์เดียวที่นำไปรันได้ทันที ทำงานเร็ว ใช้หน่วยความจำน้อย และรองรับการทำงานพร้อมกันจำนวนมากได้ดีด้วย Goroutine กับ Channel…

18 ชั่วโมง 3 วัน
7,650บาท 8,500 บาท
Web API with ASP.NET Core
พัฒนาเว็บไซต์

Web API with ASP.NET Core

Web API เป็นหัวใจของระบบยุคใหม่ ทั้งเว็บแบบ SPA แอปมือถือ ระบบหลังบ้าน และการเชื่อมต่อระหว่างองค์กร API ที่ออกแบบดีต้องสื่อความหมายชัดตามหลัก REST ตรวจข้อมูลก่อนบันทึก แจ้งข้อผิดพลาดเป็นรูปแบบเดียวกัน มีเอกสารให้ทีมอื่นเรียกใช้ได้ทันที…

12 ชั่วโมง 2 วัน
6,750บาท 7,500 บาท