นายหน้าแจ้งว่า AI กำลังผลักดันให้ต้นทุนการรักษาพยาบาลพุ่งขึ้น
การวิเคราะห์ของ Blue Cross Blue Shield Association ชี้ว่าการใช้เครื่องมือ AI ในการบันทึกเคสผู้ป่วยทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น $942 million ในช่วง 2 ปี โดยไม่พบหลักฐานว่าการรักษาเปลี่ยนไป

การวิเคราะห์ของ Blue Cross Blue Shield Association (BCBSA) ระบุว่าโรงพยาบาลที่ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในการจัดทำข้อมูลการเคลมประกัน ทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม $942 million ในช่วงระยะเวลา 2 ปี ซึ่งประเด็นนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการนำ AI มาใช้ในระบบบริการสุขภาพอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวม แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการรักษาที่ผู้ป่วยได้รับเปลี่ยนแปลงไปตามการบันทึกที่เพิ่มขึ้น
ผลการวิเคราะห์ชี้อะไรบ้าง
BCBSA พบว่าเอกสารเคสผู้ป่วยมีการระบุภาวะซับซ้อนมากขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อใช้ AI ช่วยในการบันทึกและทำรหัสการรักษา อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมระบุว่ามีความไม่สอดคล้องระหว่างการเข้ารหัสทางการแพทย์กับการรักษาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งหมายความว่าแม้ข้อมูลทางการแพทย์จะถูกยกระดับเป็นเคสที่ซับซ้อนกว่าเดิม แต่การให้บริการหรือการรักษาผู้ป่วยอาจไม่ได้เปลี่ยนตามไปด้วย
มุมมองจากฝ่ายต่างๆ
สื่อบางแห่งมองว่านี่เป็นสัญญาณล่าสุดว่าการใช้ AI กำลังผลักดันให้ต้นทุนการรักษาพยาบาลสูงขึ้น ฝั่งโรงพยาบาลและบริษัทที่พัฒนา AI ก็ไม่ได้เงียบเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Dr. Shiv Rao ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ AI ชื่อ Abridge ยอมรับว่าการใช้งาน AI อาจนำไปสู่อนาคตที่ยุ่งเหยิงเมื่อระบบอัตโนมัติต่อสู้กันเอง แต่เขาก็ชี้ด้วยว่า AI อาจช่วยลดความตึงเครียดและลดต้นทุนได้เช่นกัน ด้าน Luke Chalker รองประธานอาวุโสของ BCBSA มองสถานการณ์ในเชิงวิพากษ์ว่าเป็นเรื่องใหญ่จนเหมือนการถูก "รุม" จากระบบที่เอาเปรียบฝั่งผู้จ่ายเงิน
ปัจจัยที่ควรพิจารณา
ประเด็นสำคัญคือวิธีการนำ AI มาใช้ รวมถึงการออกแบบโมเดล การเทรนข้อมูล และการตรวจสอบผลลัพธ์ หากโมเดลมีแนวโน้มจะเติมแต้มความรุนแรงของโรคหรือภาวะซับซ้อนโดยไม่สอดคล้องกับสภาพผู้ป่วยจริง อาจเกิดแรงจูงใจทางการเงินที่บิดเบือนระบบได้ นอกจากนี้ การขาดมาตรฐานการตรวจสอบและการตรวจสอบย้อนกลับทำให้ยากต่อการพิสูจน์ว่า AI ทำงานถูกต้องหรือไม่
ข้อคิดต่อระบบสุขภาพและผู้เกี่ยวข้อง
การค้นพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการนำ AI มาใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินและการเข้ารหัสทางการแพทย์จำเป็นต้องมีกรอบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการบันทึกข้อมูล ระบบ audit trail และการประเมินผลลัพธ์เชิงคลินิกควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบทางการเงิน
สิ่งที่ต้องติดตามต่อ - หาก AI ถูกนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้นในขั้นตอนการเคลมประกัน ข้อถกเถียงระหว่างโรงพยาบาลกับบริษัทประกันอาจทวีความรุนแรง การพัฒนากฎหมาย กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการจำกัดผลกระทบเชิงลบ
ข้อแนะนำน้อยๆ สำหรับคนทำงานสายไอที - ข่าวนี้เชื่อมโยงกับงานของนักพัฒนาและวิศวกรข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การออกแบบระบบ audit trail การทำ explainable AI และการวางมาตรฐานการควบคุมคุณภาพข้อมูล เพราะงานเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงที่ AI จะสร้างผลลัพธ์ที่บิดเบือนการประเมินค่าใช้จ่าย
ที่มา: TechCrunch - เรียบเรียงและสรุปเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน IT Genius
ไอทีจีเนียส เอ็นจิเนียริ่ง ให้บริการด้านไอทีครบวงจร
ทั้งงานอบรม (Training) สัมมนา รับเขียนโปรแกรม เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน งานออกแบบกราฟิก และงานด้าน E-Marketing ทั้ง SEO, PPC และ Social Media Marketing
ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอทีได้เลยค่ะ
แนะนำหลักสูตรที่น่าสนใจ

AI Literacy รู้จักและใช้ AI ในการทำงาน
AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานในที่ทำงานไปแล้ว แต่พนักงานจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มใช้อย่างไร ใช้กับงานไหนได้บ้าง และควรระวังอะไร หลักสูตรครึ่งวันนี้ออกแบบมาสำหรับคนทำงานทุกสายที่ไม่มีพื้นฐานไอที ให้เข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไรแบบไม่ต้องมีศัพท์เทคนิค…

AI Governance และ Responsible AI สำหรับองค์กร
องค์กรส่วนใหญ่มีพนักงานใช้ AI กันแล้ว แต่ยังไม่มีนโยบายว่าใช้ได้แค่ไหน ข้อมูลอะไรห้ามป้อนเข้าไป ใครรับผิดชอบเมื่อ AI ให้ผลผิด และจะตอบผู้ตรวจสอบอย่างไรว่ามีการควบคุมอยู่จริง ช่องว่างนี้กลายเป็นความเสี่ยงทั้งด้านข้อมูลรั่วไหล ด้านกฎหมาย และด้านชื่อเสียง…

PDPA สำหรับทีมไอทีและผู้ดูแลข้อมูล
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) บังคับใช้เต็มรูปแบบแล้ว และภาระงานส่วนใหญ่ตกอยู่กับทีมไอทีและผู้ดูแลข้อมูล ตั้งแต่การรู้ว่าองค์กรเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอะไรไว้ที่ไหน การจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผล (RoPA) การรองรับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล…
