สอบถามหลักสูตรเลือกช่องทางที่สะดวก ทีมงานตอบเองทุกช่อง
LINE @itgeniusตอบเร็วที่สุด · จ–ศ 9:00–17:00 น.
โทรศัพท์
02-570-8449สำนักงาน088-807-9770มือถือ
อีเมลและโซเชียล
contact@itgenius.co.thสำหรับใบเสนอราคาและเอกสารFacebookitgeniusonlineYouTubeitgeniusengขอคำปรึกษาจัดอบรมให้ทีม
พัฒนาแอพมือถือ · MBC-17

Basic React Native for React Developers

หลักสูตร Basic React Native for React Developers เป็นการอบรมต่อยอดทักษะ React บนเว็บไปสร้างแอป Android และ iOS ตั้งแต่ Core Components, Flexbox และ Navigation จนถึงรันแอปบนมือถือจริงด้วย Android Studio และ Xcode เหมาะกับนักพัฒนาเว็บที่เขียน React อยู่แล้วและทีม Frontend

อัปเดตล่าสุด
ราคาเริ่มต้น 4,950 บาท / ท่าน 5,500 −10% ยังไม่รวม VAT 7% · มีราคาหมู่คณะ
PDFดาวน์โหลด Course Outline
  • ระยะเวลา12 ชั่วโมง · 2 วัน
  • รูปแบบออนไซต์ / ออนไลน์สด
  • รอบถัดไปเปิดตามคำขอ
  • ใบรับรองมี Certificate

ภาพรวมหลักสูตร

นักพัฒนาที่เขียน React บนเว็บอยู่แล้วมีพื้นฐานเกินครึ่งของการทำแอปมือถือด้วย React Native เพราะใช้ Component, Props, State และ Hooks แบบเดียวกัน สิ่งที่ต้องเรียนเพิ่มคือส่วนที่ต่างจากเว็บ ได้แก่ ไม่มี DOM และ CSS แบบเดิม ใช้ Core Components ที่แสดงผลเป็นคอมโพเนนต์เนทีฟ จัดหน้าด้วย Flexbox ผ่าน StyleSheet นำทางแบบ Stack แทน URL และต้องรู้จักเครื่องมือเนทีฟอย่าง Android Studio, Gradle และ Xcode เพื่อรันและ Build แอปบนเครื่องจริง

หลักสูตรนี้เป็นฉบับปรับปรุงใหม่สำหรับ React Native 0.87 ซึ่งทำงานบน New Architecture เท่านั้น พาผู้เรียนเทียบแนวคิดจากเว็บมาสู่มือถือทีละเรื่อง ตั้งแต่เตรียมเครื่องมือเนทีฟ สร้างโปรเจกต์ TypeScript ด้วย React Native Community CLI ใช้ Core Components จัด Layout ด้วย Flexbox ทำ Navigation ด้วย React Navigation 7 ดึงข้อมูลจาก REST API จนถึงรันแอปบน Android และ iPhone จริงและสร้างไฟล์ Release (อบรม 2 วัน วันละ 6 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง ระดับ Beginner)

สิ่งที่คุณจะได้รับ

  • อธิบายความต่างระหว่าง React บนเว็บกับ React Native รวมถึง New Architecture และ Hermes ได้
  • ติดตั้ง Node.js, JDK, Android Studio และ Xcode แล้วสร้างโปรเจกต์ด้วย React Native Community CLI ได้
  • ใช้ Core Components แทนแท็ก HTML และจัด Layout ด้วย StyleSheet และ Flexbox ได้
  • ทำ Navigation แบบ Stack และ Tabs ด้วย React Navigation 7 และส่งข้อมูลระหว่างหน้าจอได้
  • แสดงข้อมูลจาก REST API ด้วย FlatList และเก็บข้อมูลในเครื่องด้วย AsyncStorage ได้
  • รันและดีบักแอปบนมือถือ Android และ iPhone จริง และสร้างไฟล์ Release ด้วยเครื่องมือเนทีฟได้

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ

  • นักพัฒนาเว็บที่เขียน React หรือ Next.js อยู่แล้วและต้องการเริ่มทำแอปมือถือ
  • ทีม Frontend ที่ต้องดูแลทั้งเว็บและแอปด้วยทักษะ React ชุดเดียว
  • นักศึกษาที่เรียน React มาแล้วและอยากเข้าใจการทำงานของแอปเนทีฟ
  • นักพัฒนาที่ต้องการเข้าใจโปรเจกต์ Android และ iOS ที่อยู่เบื้องหลังแอป React Native

พื้นฐานของผู้เข้าอบรม

  • เขียน React บนเว็บได้ เช่น Component, Props, useState และ useEffect
  • เขียน JavaScript รุ่นใหม่ได้ และอ่าน TypeScript เบื้องต้นได้
  • รู้จัก REST API, JSON และการใช้ fetch
  • ใช้ Command Line และ npm ได้

หัวข้อการฝึกอบรม

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรนี้เป็นฉบับปรับปรุงใหม่ปี 2026 ของหลักสูตร Basic React Native โดยปรับมุมให้ชัดเจนสำหรับผู้ที่เขียน React บนเว็บอยู่แล้ว ต่างจากหลักสูตร Basic React Native with Expo ที่เริ่มจาก Expo หลักสูตรนี้ทำงานกับโปรเจกต์ Android และ iOS โดยตรงผ่าน React Native Community CLI, Android Studio และ Xcode เนื้อหาอัปเดตเป็น React Native 0.87 อบรม 2

วัน วันละ 6 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง (09:00-16:00 น.) รูปแบบบรรยายสลับ Lab ตลอดหลักสูตร ระดับ Beginner ผู้เรียนจะได้เทียบแนวคิดเว็บกับมือถือ ใช้ Core Components จัด Layout ด้วย Flexbox ทำ Navigation ด้วย React Navigation 7 ดึงข้อมูลจาก REST API และรันแอปบนมือถือจริง พร้อมรับ Lab Guide และซอร์สโค้ดกลับไปใช้งานต่อ

Day 1 จาก React บนเว็บสู่ React Native

Section 1: React บนเว็บกับ React Native ต่างกันอย่างไร

  • สิ่งที่ใช้ต่อได้ทันที: Component, Props, State, Hooks และ Context
  • สิ่งที่ต่างไป: ไม่มี DOM ไม่มี CSS Cascade และแสดงผลเป็นคอมโพเนนต์เนทีฟ
  • New Architecture: Fabric, Turbo Native Modules และ JSI และ Hermes V1
  • เลือกระหว่าง Community CLI กับ Framework อย่าง Expo

Section 2: Lab: เตรียมเครื่องมือเนทีฟบน Windows และ macOS

  • ติดตั้ง Node.js รุ่น LTS, JDK 17 และ VS Code
  • Android Studio, Android SDK, ตัวแปร ANDROID_HOME และสร้าง Emulator
  • Xcode, iOS Simulator, CocoaPods และ Watchman บน macOS
  • Lab: ตรวจความพร้อมของเครื่องก่อนเริ่มโปรเจกต์

Section 3: Lab: สร้างโปรเจกต์ด้วย React Native Community CLI

  • สร้างโปรเจกต์ด้วย npx @react-native-community/cli@latest init
  • โครงสร้างโปรเจกต์: App.tsx, โฟลเดอร์ android และ ios, package.json
  • Metro Bundler, Fast Refresh และ React Native DevTools
  • Lab: รันแอปแรกบน Android Emulator และ iOS Simulator

Section 4: Lab: Core Components แทนแท็ก HTML

  • View, Text และ Image เทียบกับ div, span และ img
  • TextInput, Switch และ Pressable แทน input และ button
  • ScrollView, Modal และ Alert สำหรับเนื้อหายาวและ Popup
  • Lab: ย้าย Component การ์ดสินค้าจากเว็บมาเป็น React Native

Section 5: Lab: Styling ด้วย StyleSheet และ Flexbox

  • StyleSheet, หน่วยแบบไม่มี px และสไตล์ที่ไม่สืบทอดเหมือน CSS
  • Flexbox บนมือถือ: flexDirection เริ่มต้นเป็น column
  • useWindowDimensions, Platform.select และหน้าจอหลายขนาด
  • Safe Area และ Edge-to-edge บน Android รุ่นใหม่
  • Lab: จัดหน้า Profile ให้แสดงผลดีทั้งมือถือและแท็บเล็ต

Section 6: Lab: State, Hooks และฟอร์มบนมือถือ

  • useState และ useEffect ในบริบทของแอปมือถือ
  • Controlled TextInput, ประเภทแป้นพิมพ์ และการซ่อนแป้นพิมพ์
  • KeyboardAvoidingView เพื่อไม่ให้แป้นพิมพ์บังฟอร์ม
  • Lab: ฟอร์มสมัครสมาชิกพร้อมตรวจข้อมูล
Day 2 Navigation ข้อมูล และการรันบนเครื่องจริง

Section 7: Lab: รายการข้อมูลด้วย FlatList และ SectionList

  • ทำไมไม่ใช้ map ใน ScrollView กับข้อมูลจำนวนมาก
  • FlatList กับ data, renderItem และ keyExtractor
  • SectionList, รายการว่าง และ Pull to Refresh
  • Lab: รายชื่อสินค้าแบบแบ่งหมวด

Section 8: Lab: Navigation ด้วย React Navigation 7

  • Navigation บนมือถือต่างจาก React Router และ URL บนเว็บอย่างไร
  • ติดตั้ง React Navigation พร้อม react-native-screens และ safe-area-context
  • Native Stack และ Bottom Tabs ด้วย Static API
  • ส่ง Params ระหว่างหน้าจอและกำหนดชนิดด้วย TypeScript
  • Lab: แอปแบบ Tabs พร้อมหน้ารายละเอียดสินค้า

Section 9: Lab: ข้อมูลจาก REST API และการเก็บในเครื่อง

  • fetch และ async/await พร้อมสถานะโหลดและข้อผิดพลาด
  • เรียก API บนเครื่องตัวเองจาก Emulator และมือถือจริง
  • เก็บข้อมูลในเครื่องด้วย AsyncStorage แทน localStorage
  • Lab: รายการโปรดที่ยังอยู่หลังปิดแอป

Section 10: Lab: Platform API ที่ต่างจากเว็บ

  • Platform.OS และไฟล์แยกตามแพลตฟอร์ม
  • Linking เปิดเบอร์โทร แผนที่ และลิงก์ภายนอก และ Share
  • สิทธิ์การใช้งานบน Android และ iOS ผ่าน AndroidManifest และ Info.plist
  • Lab: ปุ่มโทรและแชร์ข้อมูลสินค้า

Section 11: Lab: รันบนเครื่องจริงและสร้างไฟล์ Release

  • เปิด USB Debugging และรันบน Android ด้วย adb
  • ตั้งค่า Signing ใน Xcode และรันบน iPhone จริง
  • ดีบักด้วย React Native DevTools, Logcat และ Console ของ Xcode
  • สร้าง Release APK และ AAB ด้วย Gradle และภาพรวม Archive ใน Xcode

Section 12: Workshop: ย้ายแอปเว็บ React มาเป็นแอปมือถือ

  • วิเคราะห์ส่วนที่นำมาใช้ต่อได้และส่วนที่ต้องเขียนใหม่
  • รวม Navigation, รายการข้อมูล, ฟอร์ม และ AsyncStorage เข้าด้วยกัน
  • ทดสอบบนมือถือจริงทั้ง Android และ iPhone
  • นำเสนอผลงานและแนวทางต่อยอดสู่ Expo และระดับ Intermediate

รอบอบรมและรูปแบบการอบรม

สำหรับบุคคล — รอบอบรมทั่วไป

ขณะนี้ยังไม่มีรอบอบรมเปิดรับสมัคร ลงชื่อจองไว้ได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับเป็นกลุ่มแรกเมื่อเปิดรอบถัดไป หรือสอบถามทางไลน์ หรือโทร 02-570-8449 หรือ 088-807-9770

สำหรับองค์กร — In-house / Private Training

  • ปรับเนื้อหาให้ตรงกับเครื่องมือและงานจริงของทีม
  • เลือกวันเอง อบรมที่บริษัทหรือออนไลน์สด
  • ออกใบเสนอราคาในนามนิติบุคคลให้ฝ่ายจัดซื้อ
ขอใบเสนอราคาอบรมองค์กร

วิทยากรผู้สอน

คำถามที่พบบ่อย

หลักสูตรนี้ต่างจาก Basic React Native with Expo อย่างไร

Basic React Native with Expo เริ่มจาก Expo ซึ่งช่วยซ่อนการตั้งค่าฝั่งเนทีฟและเหมาะกับผู้เริ่มต้นทั่วไป ส่วนหลักสูตรนี้ออกแบบสำหรับผู้ที่เขียน React บนเว็บอยู่แล้ว เทียบสิ่งที่รู้จากเว็บกับสิ่งที่ต่างไปบนมือถือทีละเรื่อง และใช้ React Native Community CLI ทำงานกับโปรเจกต์ Android และ iOS โดยตรงผ่าน Android Studio และ Xcode รวมถึงรันบนเครื่องจริงและสร้างไฟล์ Release ด้วยเครื่องมือเนทีฟ ผู้เรียนจึงเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังแอป และต่อยอดไปใช้ Expo ได้ง่ายขึ้น

React Native ต่างจากการเขียนแอปแบบ Native อย่างไร

แอปแบบ Native เขียนแยกกันด้วย Kotlin สำหรับ Android และ Swift สำหรับ iOS ส่วน React Native เขียนด้วย JavaScript หรือ TypeScript ชุดเดียวด้วยแนวคิดของ React แล้วแสดงผลเป็นคอมโพเนนต์เนทีฟจริงของแต่ละระบบ ไม่ใช่หน้าเว็บที่ห่อไว้ในแอป ตั้งแต่ React Native 0.82 แอปทำงานบน New Architecture เท่านั้น ซึ่งให้ JavaScript เรียกโค้ดเนทีฟผ่าน JSI ได้โดยตรง ทำให้แอปตอบสนองได้ดีขึ้น และยังเขียนโค้ดเนทีฟเพิ่มได้เมื่อจำเป็น

แสดงรายการข้อมูลจำนวนมากใน React Native ควรใช้ ScrollView หรือ FlatList

บนเว็บเรามักใช้ map สร้างรายการทั้งหมด แต่บนมือถือถ้าใช้ map ใน ScrollView กับข้อมูลจำนวนมาก แอปจะสร้างทุกรายการพร้อมกันและกินหน่วยความจำ ควรใช้ FlatList ซึ่งสร้างเฉพาะรายการที่อยู่บนจอและใกล้จะเลื่อนถึง โดยส่ง data, renderItem และ keyExtractor ส่วน ScrollView เหมาะกับเนื้อหาไม่ยาว เช่น หน้าฟอร์ม และถ้าต้องการแบ่งหมวดพร้อมหัวข้อให้ใช้ SectionList

หลักสูตร Basic React Native for React Developers เหมาะกับใคร ต้องมีพื้นฐานอะไรมาก่อน

เหมาะกับนักพัฒนาเว็บที่เขียน React หรือ Next.js อยู่แล้ว ทีม Frontend ที่ต้องดูแลทั้งเว็บและแอป และนักศึกษาที่เรียน React มาแล้ว ควรเขียน Component, Props, useState และ useEffect ได้ เขียน JavaScript รุ่นใหม่และอ่าน TypeScript เบื้องต้นได้ รู้จัก REST API กับ JSON และใช้ Command Line กับ npm ได้ ถ้ายังไม่เคยเขียน React มาก่อน แนะนำหลักสูตร Basic React Native with Expo

เรียนจบหลักสูตร Basic React Native for React Developers แล้วทำอะไรได้บ้าง

ตั้งค่า Android Studio และ Xcode สร้างโปรเจกต์ TypeScript ด้วย React Native Community CLI ใช้ Core Components แทนแท็ก HTML จัด Layout ด้วย Flexbox ทำ Navigation แบบ Stack และ Tabs ด้วย React Navigation 7 แสดงข้อมูลจาก REST API ด้วย FlatList เก็บข้อมูลด้วย AsyncStorage และรันแอปบนมือถือ Android และ iPhone จริงพร้อมสร้างไฟล์ Release ได้ ผู้ผ่านการอบรมได้รับใบประกาศนียบัตร (Certificate of Completion) ที่มีเลขที่ของตัวเองและตรวจสอบออนไลน์ได้

เรียน Basic React Native for React Developers ใช้เครื่อง Mac หรือ Windows ได้ไหม ต้องใช้เครื่องมืออะไร

ใช้ได้ทั้งสองระบบ โดยติดตั้ง Node.js รุ่น LTS, JDK 17, Android Studio พร้อม Android SDK และ Emulator และ VS Code ร่วมกันในช่วงแรกของการอบรม เครื่อง Windows รันและทดสอบแอป Android ได้ครบ ส่วนการรันบน iOS Simulator และ iPhone จริงต้องใช้ macOS ที่ติดตั้ง Xcode และ CocoaPods พร้อม Apple Account ของผู้เรียน แนะนำแรม 16 GB และเตรียมมือถือพร้อมสาย USB มาด้วย