สอบถามหลักสูตรเลือกช่องทางที่สะดวก ทีมงานตอบเองทุกช่อง
LINE @itgeniusตอบเร็วที่สุด · จ–ศ 9:00–17:00 น.
โทรศัพท์
02-570-8449สำนักงาน088-807-9770มือถือ
อีเมลและโซเชียล
contact@itgenius.co.thสำหรับใบเสนอราคาและเอกสารFacebookitgeniusonlineYouTubeitgeniusengขอคำปรึกษาจัดอบรมให้ทีม
ภาษาโปรแกรมมิ่ง · PRC-25

Java for Non-Programmers

หลักสูตร Java for Non-Programmers เป็นการอบรมเริ่มเขียนโปรแกรมครั้งแรกด้วย Java 25 ตั้งแต่การวิเคราะห์โจทย์ด้วย Flowchart ตัวแปร เงื่อนไข ลูป Array ไปจนถึง Class และ Object เหมาะกับผู้ที่ไม่เคยเขียนโปรแกรมมาก่อน นักศึกษา และผู้ที่อยากเปลี่ยนสายงาน จบแล้วสร้างโปรแกรมบันทึกรายรับรายจ่ายได้เอง

อัปเดตล่าสุด
ราคาเริ่มต้น 12,150 บาท / ท่าน 13,500 −10% ยังไม่รวม VAT 7% · มีราคาหมู่คณะ
PDFดาวน์โหลด Course Outline
  • ระยะเวลา30 ชั่วโมง · 5 วัน
  • รูปแบบออนไซต์ / ออนไลน์สด
  • รอบถัดไปเปิดตามคำขอ
  • ใบรับรองมี Certificate

ภาพรวมหลักสูตร

หลายคนอยากเริ่มเขียนโปรแกรมแต่ติดอยู่ที่ก้าวแรก เพราะตำราส่วนใหญ่เขียนสำหรับคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว เริ่มด้วยศัพท์เทคนิคและโค้ดยาวที่ต้องจำโดยยังไม่เข้าใจว่าคอมพิวเตอร์คิดอย่างไร Java เป็นภาษาแรกที่ดีเพราะมีโครงสร้างชัดเจนและใช้กันกว้างทั้งในองค์กร มหาวิทยาลัย และแอป Android และตั้งแต่ Java 25 ผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมแรกได้สั้นลงมาก โดยไม่ต้องเริ่มจาก Class และคำสั่งที่ยังไม่เข้าใจ

หลักสูตรนี้ออกแบบสำหรับผู้ที่ไม่เคยเขียนโปรแกรมภาษาใดมาก่อน เริ่มจากการคิดแบบโปรแกรมเมอร์ วิเคราะห์โจทย์ด้วย Flowchart และ Pseudocode แล้วจึงลงมือเขียน Java 25 ทีละขั้น ทั้งตัวแปร การรับข้อมูลและคำนวณ เงื่อนไข ลูป การใช้ Debugger หาจุดผิด Array, ArrayList และ String ต่อด้วย Method, Class และ Object, Record, Enum และ Inheritance การจัดการ Error และการอ่านเขียนไฟล์ พร้อมแนะนำการใช้ผู้ช่วย AI ช่วยเรียนโดยยังฝึกคิดเอง ทุกหัวข้อมีแบบฝึกหัดให้ลงมือทำ และปิดท้ายด้วยโปรเจกต์ที่สร้างเองตั้งแต่ต้นจนจบ (อบรม 5 วัน วันละ 6 ชั่วโมง รวม 30 ชั่วโมง ระดับ Beginner)

สิ่งที่คุณจะได้รับ

  • เข้าใจหลักการทำงานของโปรแกรมและวิเคราะห์โจทย์ด้วย Flowchart และ Pseudocode ได้
  • เขียน Java 25 ด้วยตัวแปร การรับข้อมูล การคำนวณ เงื่อนไข และลูปได้
  • อ่านข้อความ Error และใช้ Debugger หาจุดผิดของโปรแกรมได้ด้วยตนเอง
  • เก็บและจัดการข้อมูลหลายตัวด้วย Array, ArrayList และเมธอดของ String
  • แบ่งโค้ดเป็น Method และสร้าง Class, Object, Record และ Enum ของตนเองได้
  • จัดการข้อผิดพลาดด้วย Exception และอ่านเขียนไฟล์ข้อความได้
  • สร้างโปรแกรมขนาดเล็กที่ใช้งานได้จริงตั้งแต่วิเคราะห์โจทย์จนเสร็จ

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ

  • ผู้สนใจทั่วไปที่อยากเริ่มเขียนโปรแกรมและยังไม่เคยเขียนโปรแกรมภาษาใดมาก่อน
  • นักเรียนและนักศึกษาที่ต้องการปูพื้นก่อนเรียนวิชาการเขียนโปรแกรม
  • พนักงานสายธุรกิจหรือสายอื่นที่อยากเข้าใจงานพัฒนาซอฟต์แวร์และคุยกับทีมไอทีได้ดีขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายงานมาเป็นนักพัฒนาและเลือก Java เป็นภาษาแรก

พื้นฐานของผู้เข้าอบรม

  • ใช้คอมพิวเตอร์ได้คล่อง เช่น จัดการไฟล์และโฟลเดอร์ และติดตั้งโปรแกรมได้
  • ใช้อินเทอร์เน็ตและโปรแกรมพื้นฐานทั่วไปได้
  • ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมหรือคณิตศาสตร์ขั้นสูง
  • ถ้าเขียนโปรแกรมภาษาอื่นเป็นแล้ว แนะนำหลักสูตร Basic Java Programming แทน
  • โน้ตบุ๊กที่ติดตั้ง JDK และ IntelliJ IDEA ได้ พร้อมสิทธิ์ติดตั้งโปรแกรม

หัวข้อการฝึกอบรม

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรนี้เป็นฉบับปรับปรุงใหม่ปี 2026 ที่มาแทนหลักสูตร Java for Non Programmers รุ่นเดิมซึ่งสอนบน NetBeans และ Swing เนื้อหาเขียนใหม่ทั้งหมดสำหรับ Java 25 LTS และ IntelliJ IDEA อบรม 5 วัน วันละ 6 ชั่วโมง รวม 30 ชั่วโมง (09:00-16:00 น.) ระดับ Beginner สำหรับผู้ที่ไม่เคยเขียนโปรแกรมมาก่อน เดินเนื้อหาช้าและมีแบบฝึกหัดทุกหัวข้อ เพิ่มการวิเคราะห์โจทย์ด้วย Flowchart และ Pseudocode การใช้ Debugger, Record, Enum และการใช้ผู้ช่วย AI อย่างถูกวิธี ผู้ที่เขียนโปรแกรมภาษาอื่นเป็นแล้วแนะนำหลักสูตร Basic Java Programming ที่เดินเร็วกว่าและลงลึกถึง Stream API, JDBC และ Virtual Threads

Day 1 คิดแบบโปรแกรมเมอร์และโปรแกรมแรก

Section 1: Lab: โปรแกรมคืออะไร และเตรียมเครื่องมือ

  • คอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่งอย่างไร และภาษาโปรแกรมมีไว้ทำอะไร
  • Java, JDK และ JVM อธิบายแบบเข้าใจง่าย
  • ติดตั้ง JDK 25 และ IntelliJ IDEA แล้วสร้างโปรเจกต์แรก
  • เขียนโปรแกรมแรกแบบสั้นด้วย void main() และ IO.println()
  • Lab: โปรแกรมแสดงชื่อและข้อความทักทาย

Section 2: วิเคราะห์โจทย์ก่อนเขียนโค้ด

  • มองงานเป็น Input, Process และ Output
  • แตกปัญหาใหญ่เป็นขั้นตอนเล็กที่ทำทีละขั้นได้
  • วาด Flowchart ด้วยสัญลักษณ์พื้นฐาน
  • เขียน Pseudocode เป็นภาษาไทยก่อนแปลงเป็นโค้ด
  • Workshop: ออกแบบขั้นตอนคิดราคาสินค้าหลังหักส่วนลด

Section 3: Lab: ตัวแปรและชนิดข้อมูล

  • ตัวแปรคืออะไร และกฎการตั้งชื่อที่อ่านง่าย
  • ชนิดข้อมูล int, double, boolean, char และ String
  • ค่าคงที่ด้วย final และการเขียน Comment
  • ใช้ var ให้ Java เดาชนิดข้อมูลเมื่อเหมาะสม
  • Lab: เก็บข้อมูลสินค้าและพิมพ์ใบสรุปรายการ

Section 4: Lab: คำนวณ รับข้อมูล และแสดงผล

  • ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์และลำดับการคำนวณ
  • รับข้อมูลจากผู้ใช้ด้วย IO.readln()
  • แปลงข้อความเป็นตัวเลขด้วย Integer.parseInt และ Double.parseDouble
  • จัดรูปแบบตัวเลขและข้อความให้สวยงามด้วย formatted()
  • Lab: โปรแกรมคำนวณค่าไฟฟ้าหรือดัชนีมวลกาย (BMI)
Day 2 เงื่อนไข การทำซ้ำ และการหาจุดผิด

Section 5: Lab: ตัดสินใจด้วย if และ else

  • ค่า boolean และตัวดำเนินการเปรียบเทียบ
  • if, else if และ else
  • รวมหลายเงื่อนไขด้วย && และ ||
  • เงื่อนไขซ้อนกันและวิธีเขียนให้อ่านง่าย
  • Lab: โปรแกรมตัดเกรดจากคะแนนสอบ

Section 6: Lab: เลือกทางด้วย switch แบบใหม่

  • switch แบบลูกศร (->) ที่อ่านง่ายและไม่ต้องใช้ break
  • หลายค่าในกรณีเดียวกัน
  • switch ที่คืนค่าได้ (Switch Expression)
  • เลือกใช้ if หรือ switch ให้เหมาะกับโจทย์
  • Lab: เมนูร้านกาแฟที่คิดราคาตามขนาดแก้ว

Section 7: Lab: ทำซ้ำด้วยลูป

  • ลูป for สำหรับนับรอบที่รู้จำนวนแน่นอน
  • ลูป while และ do-while สำหรับทำจนกว่าเงื่อนไขจะเป็นจริง
  • break และ continue
  • ลูปซ้อนและรูปแบบการสะสมผลรวม
  • Lab: ตารางสูตรคูณและเกมทายตัวเลข

Section 8: Lab: อ่าน Error และใช้ Debugger

  • Error ตอนคอมไพล์กับ Error ตอนรันต่างกันอย่างไร
  • อ่านข้อความ Error แล้วหาบรรทัดที่ผิด
  • ตั้ง Breakpoint, Step Over และดูค่าตัวแปรระหว่างรัน
  • ข้อผิดพลาดที่ผู้เริ่มต้นพบบ่อยและวิธีป้องกัน
  • Lab: แก้บั๊กในโปรแกรมตัวอย่างที่ตั้งใจให้ผิด
Day 3 ข้อมูลหลายตัว: Array, ArrayList และ String

Section 9: Lab: Array

  • ทำไมต้องใช้ Array และการประกาศ Array
  • เข้าถึงข้อมูลด้วยตำแหน่ง (Index) และข้อผิดพลาดเมื่อเกินขอบเขต
  • วนอ่านด้วย for และ for-each
  • หาค่ามากที่สุด น้อยที่สุด และค่าเฉลี่ย
  • Lab: เก็บคะแนนนักเรียนแล้วสรุปผล

Section 10: Lab: เรียงข้อมูล Array 2 มิติ และ ArrayList

  • เรียงข้อมูลด้วย Arrays.sort และแนวคิดการเรียงลำดับ
  • Array 2 มิติสำหรับข้อมูลแบบตาราง
  • ArrayList ที่เพิ่มลดขนาดได้: add, get, set, remove และ size
  • เลือกใช้ Array หรือ ArrayList ให้เหมาะกับงาน
  • Lab: รายการสินค้าที่เพิ่มและลบได้

Section 11: Lab: ทำงานกับข้อความ String

  • length, charAt, substring และ indexOf
  • เปรียบเทียบข้อความด้วย equals แทน == และ compareTo
  • toUpperCase, toLowerCase, trim, replace และ split
  • ต่อข้อความจำนวนมากด้วย StringBuilder
  • Lab: ตรวจรูปแบบรหัสสมาชิกและจัดรูปแบบชื่อ

Section 12: Workshop: มินิโปรเจกต์สมุดคะแนน

  • วิเคราะห์โจทย์และวาด Flowchart ก่อนเขียน
  • เมนูเพิ่มนักเรียน บันทึกคะแนน และค้นหาด้วยชื่อ
  • คำนวณเกรดและสรุปสถิติของทั้งห้อง
  • ทดสอบด้วยข้อมูลหลายแบบและแก้บั๊กด้วย Debugger
  • แลกเปลี่ยนวิธีคิดและโค้ดกับเพื่อนร่วมชั้น
Day 4 Method และการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ

Section 13: Lab: แบ่งโค้ดเป็น Method

  • ทำไมต้องแบ่งโค้ดเป็น Method
  • ส่งค่าให้ Method ด้วย Parameter และรับค่ากลับด้วย return
  • Method ที่มีหลาย Parameter และ Method ชื่อเดียวกัน (Overloading)
  • ขอบเขตของตัวแปร (Scope)
  • Lab: ปรับโค้ดสมุดคะแนนให้แยกเป็น Method

Section 14: Lab: Class และ Object

  • Class คือพิมพ์เขียว Object คือของจริงที่สร้างจากพิมพ์เขียว
  • Field, Method และ Constructor
  • สร้าง Object ด้วย new และใช้คีย์เวิร์ด this
  • เก็บ Object หลายตัวใน ArrayList
  • Lab: Class บัญชีเงินฝากที่ฝากและถอนเงินได้

Section 15: Encapsulation, Record และ Enum

  • ซ่อนข้อมูลด้วย private และเปิดให้ใช้ผ่าน Method
  • ตรวจความถูกต้องของข้อมูลก่อนบันทึก
  • Record สำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องเปลี่ยนค่า เขียนสั้นกว่า Class
  • Enum สำหรับค่าที่มีให้เลือกจำกัด เช่น สถานะหรือประเภท
  • Lab: ระบบสมาชิกร้านค้าที่มีระดับสมาชิก

Section 16: Lab: Inheritance และ Interface เบื้องต้น

  • สืบทอด Class ด้วย extends และการ Override
  • เรียกใช้ Class แม่ด้วย super
  • Interface กำหนดสิ่งที่ Class ต้องทำได้
  • Polymorphism ด้วยตัวอย่างที่เห็นภาพ
  • Lab: ระบบพนักงานหลายประเภทที่คิดเงินเดือนต่างกัน
Day 5 Error, ไฟล์ และโปรเจกต์จบ

Section 17: Lab: จัดการข้อผิดพลาดด้วย Exception

  • Exception คืออะไร และอ่าน Stack Trace
  • try, catch และ finally
  • ตรวจข้อมูลที่ผู้ใช้กรอกไม่ให้โปรแกรมหยุดทำงาน
  • Logic Error ที่ไม่มีข้อความเตือนและวิธีหา
  • Lab: เพิ่มการตรวจข้อมูลให้โปรแกรมบัญชีเงินฝาก

Section 18: Lab: อ่านและเขียนไฟล์ข้อความ

  • ระบุตำแหน่งไฟล์ด้วย Path
  • อ่านไฟล์ด้วย Files.readAllLines และ Files.readString
  • เขียนไฟล์ด้วย Files.writeString และเขียนต่อท้ายไฟล์
  • ไฟล์ CSV อย่างง่ายและการแยกข้อมูลด้วย split
  • Lab: บันทึกและโหลดรายการสินค้าจากไฟล์

Section 19: Lab: ใช้ผู้ช่วย AI เรียนเขียนโปรแกรมอย่างถูกวิธี

  • ถามผู้ช่วย AI ให้อธิบาย Error และแนวคิดแทนการขอโค้ดสำเร็จรูป
  • ตรวจสอบโค้ดที่ AI แนะนำด้วยการรันและทดสอบเอง
  • ข้อควรระวังเรื่องข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลของบริษัท
  • เส้นทางเรียนต่อ: Basic Java Programming, Java OOP และ Spring Boot
  • Lab: ใช้ AI ช่วยอธิบายโค้ดตัวอย่างแล้วปรับปรุงด้วยตนเอง

Section 20: Workshop: โปรเจกต์บันทึกรายรับรายจ่าย

  • วิเคราะห์โจทย์ วาด Flowchart และออกแบบ Class
  • เมนูบันทึก แก้ไข และลบรายการรายรับรายจ่าย
  • สรุปยอดตามหมวดและตามเดือน
  • บันทึกข้อมูลลงไฟล์และโหลดกลับเมื่อเปิดโปรแกรม
  • นำเสนอผลงานและรับคำแนะนำจากวิทยากร

รอบอบรมและรูปแบบการอบรม

สำหรับบุคคล — รอบอบรมทั่วไป

ขณะนี้ยังไม่มีรอบอบรมเปิดรับสมัคร ลงชื่อจองไว้ได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับเป็นกลุ่มแรกเมื่อเปิดรอบถัดไป หรือสอบถามทางไลน์ หรือโทร 02-570-8449 หรือ 088-807-9770

สำหรับองค์กร — In-house / Private Training

  • ปรับเนื้อหาให้ตรงกับเครื่องมือและงานจริงของทีม
  • เลือกวันเอง อบรมที่บริษัทหรือออนไลน์สด
  • ออกใบเสนอราคาในนามนิติบุคคลให้ฝ่ายจัดซื้อ
ขอใบเสนอราคาอบรมองค์กร

วิทยากรผู้สอน

คำถามที่พบบ่อย

เริ่มเขียน Java ต้องติดตั้งอะไรบ้าง JDK กับ JRE ต่างกันอย่างไร

JRE คือส่วนที่ใช้รันโปรแกรม Java ประกอบด้วย JVM และไลบรารีมาตรฐาน ส่วน JDK คือชุดเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาที่มีทุกอย่างสำหรับรันโปรแกรมพร้อมตัวคอมไพล์ javac และเครื่องมืออื่น คนที่จะเขียนโปรแกรมจึงติดตั้ง JDK เช่น JDK 25 ซึ่งเป็นรุ่น LTS ล่าสุด แล้วใช้ IDE อย่าง IntelliJ IDEA ช่วยเขียน รัน และหาจุดผิดของโปรแกรม การติดตั้งเครื่องมือเป็นหัวข้อแรกของการอบรม จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งมาก่อน

Class กับ Object ใน Java ต่างกันอย่างไร

Class คือพิมพ์เขียวที่กำหนดว่าสิ่งหนึ่งมีข้อมูล (Field) และพฤติกรรม (Method) อะไรบ้าง ส่วน Object คือสิ่งที่สร้างขึ้นจริงจาก Class นั้นด้วยคำสั่ง new และมีค่าข้อมูลเป็นของตัวเอง เช่น Class บัญชีเงินฝากกำหนดว่ามีเลขบัญชีและยอดเงิน ส่วนบัญชีของแต่ละคนคือ Object แต่ละตัว Constructor ใช้กำหนดค่าเริ่มต้นตอนสร้าง Object และถ้าข้อมูลไม่ต้องเปลี่ยนค่า Java รุ่นใหม่มี Record ที่เขียนสั้นกว่า Class

อ่านและเขียนไฟล์ข้อความด้วย Java ทำอย่างไร

Java รุ่นปัจจุบันใช้คลาส Files คู่กับ Path ได้สะดวก อ่านทั้งไฟล์เป็นรายการบรรทัดด้วย Files.readAllLines หรือเป็นข้อความเดียวด้วย Files.readString ส่วนการเขียนใช้ Files.writeString และถ้าต้องการเขียนต่อท้ายไฟล์เดิมให้ระบุตัวเลือก APPEND ควรจัดการ IOException กรณีหาไฟล์ไม่เจอหรือไม่มีสิทธิ์เขียน และสำหรับไฟล์ขนาดใหญ่ใช้ BufferedReader ใน try-with-resources อ่านทีละบรรทัดเพื่อประหยัดหน่วยความจำ

หลักสูตร Java for Non-Programmers เหมาะกับใคร ต้องมีพื้นฐานอะไรมาก่อน

เหมาะกับผู้สนใจทั่วไปที่ไม่เคยเขียนโปรแกรมภาษาใดมาก่อน นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการปูพื้น พนักงานสายอื่นที่อยากเข้าใจงานพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ที่อยากเปลี่ยนสายงานโดยเลือก Java เป็นภาษาแรก ไม่ต้องมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรม ขอเพียงใช้คอมพิวเตอร์และติดตั้งโปรแกรมได้ ถ้าเขียนโปรแกรมภาษาอื่นเป็นแล้ว แนะนำหลักสูตร Basic Java Programming ที่เดินเร็วกว่า

เรียนจบหลักสูตร Java for Non-Programmers แล้วทำอะไรได้บ้าง

วิเคราะห์โจทย์ด้วย Flowchart และ Pseudocode แล้วเขียนโปรแกรม Java ที่ใช้ตัวแปร เงื่อนไข และลูป อ่านข้อความ Error และใช้ Debugger หาจุดผิดได้เอง ทำงานกับ Array, ArrayList และ String เขียน Method, Class, Record และ Enum ของตัวเอง จัดการ Error ด้วย Exception อ่านเขียนไฟล์ข้อความ และมีโปรแกรมบันทึกรายรับรายจ่ายที่สร้างเองเป็นผลงาน ผู้ผ่านการอบรมได้รับใบประกาศนียบัตร (Certificate of Completion) ที่มีเลขที่ของตัวเองและตรวจสอบออนไลน์ได้

เรียน Java for Non-Programmers ต้องใช้โปรแกรมอะไรบ้าง

ใช้ JDK 25 สำหรับคอมไพล์และรันโปรแกรม และใช้ IntelliJ IDEA รุ่นใช้ฟรีเป็นโปรแกรมเขียนโค้ดซึ่งมี Debugger ในตัว ส่วนการวาด Flowchart ใช้ draw.io หรือกระดาษก็ได้ ช่วงท้ายมีการฝึกใช้ผู้ช่วย AI โดยใช้บัญชีของผู้เรียนเอง ซึ่งรุ่นใช้ฟรีก็เพียงพอ การติดตั้งเครื่องมือเป็นหัวข้อแรกของการอบรม จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งมาก่อน

บทความที่เกี่ยวข้อง