สอบถามหลักสูตรเลือกช่องทางที่สะดวก ทีมงานตอบเองทุกช่อง
LINE @itgeniusตอบเร็วที่สุด · จ–ศ 9:00–17:00 น.
โทรศัพท์
02-570-8449สำนักงาน088-807-9770มือถือ
อีเมลและโซเชียล
contact@itgenius.co.thสำหรับใบเสนอราคาและเอกสารFacebookitgeniusonlineYouTubeitgeniusengขอคำปรึกษาจัดอบรมให้ทีม
พัฒนาแอพมือถือ · MBC-10

Cross-Platform Mobile Apps with Ionic and Capacitor

หลักสูตร Cross-Platform Mobile Apps with Ionic and Capacitor เป็นการอบรมสร้างแอป Android และ iOS ด้วยเทคโนโลยีเว็บร่วมกับ Angular, Ionic และ Capacitor ตั้งแต่ออกแบบหน้าจอ ต่อ REST API จนถึงใช้กล้องของเครื่อง เหมาะกับ Web Developer และโปรแกรมเมอร์ จบแล้ว Build แอปของตัวเองขึ้น Store ได้

อัปเดตล่าสุด
ราคาเริ่มต้น 6,750 บาท / ท่าน 7,500 −10% ยังไม่รวม VAT 7% · มีราคาหมู่คณะ
PDFดาวน์โหลด Course Outline
  • ระยะเวลา24 ชั่วโมง · 4 วัน
  • รูปแบบออนไซต์ / ออนไลน์สด
  • รอบถัดไปเปิดตามคำขอ
  • ใบรับรองมี Certificate

ภาพรวมหลักสูตร

ทีมที่มีนักพัฒนาเว็บอยู่แล้วมักอยากได้แอปมือถือทั้ง Android และ iOS โดยไม่ต้องเขียนโค้ดสองชุด Ionic Framework ร่วมกับ Capacitor ตอบโจทย์นี้ได้ดี เพราะใช้ HTML, CSS และ TypeScript ที่คุ้นเคย ได้ UI Components ที่หน้าตาและการใช้งานเหมือนแอปมือถือ และเรียกใช้ความสามารถของเครื่องอย่างกล้อง ตำแหน่ง หรือการแจ้งเตือนผ่าน Plugin ได้ แต่ตัวอย่างจำนวนมากบนอินเทอร์เน็ตยังใช้ Cordova และ Angular แบบ NgModule รุ่นเก่า ทำให้ผู้เริ่มต้นติดปัญหาเมื่อนำมาใช้กับโปรเจกต์ปัจจุบัน

หลักสูตรนี้เป็นฉบับปรับปรุงใหม่สำหรับ Ionic 9, Capacitor 8 และ Angular 22 พาผู้เรียนตั้งแต่ติดตั้งเครื่องมือ ปูพื้น TypeScript และ Angular แบบ Standalone สร้างหน้าจอด้วย Ionic Components ทำ Navigation และฟอร์ม ดึงข้อมูลจาก REST API ที่ต่อกับ MySQL เก็บข้อมูลในเครื่อง รันแอปบนมือถือจริง ใช้ Capacitor Plugins สำหรับกล้อง ตำแหน่ง และสแกน QR Code ไปจนถึงทำไอคอน Splash Screen และ Build แอปเพื่อนำขึ้น Google Play และ App Store (อบรม 4 วัน วันละ 6 ชั่วโมง รวม 24 ชั่วโมง ระดับ Beginner - Intermediate)

สิ่งที่คุณจะได้รับ

  • เข้าใจแนวคิดแอป Cross Platform และบทบาทของ Ionic กับ Capacitor รวมถึงข้อจำกัดเมื่อเทียบกับแอป Native
  • ติดตั้งและตั้งค่าเครื่องมือพัฒนาแอปบน Windows หรือ macOS ได้ครบถ้วน
  • เขียน TypeScript และ Angular แบบ Standalone พร้อม Signals ที่จำเป็นต่อการสร้างแอป Ionic ได้
  • ออกแบบหน้าจอด้วย Ionic Components และทำ Navigation แบบ Tabs และ Side Menu ได้
  • สร้างฟอร์มพร้อม Validation และรับส่งข้อมูลกับ REST API ที่ต่อกับฐานข้อมูล MySQL ได้
  • เก็บข้อมูลในเครื่องด้วย Capacitor Preferences และ SQLite ได้
  • ใช้ Capacitor Plugins เรียกกล้อง ตำแหน่ง การสแกน QR Code และการแจ้งเตือนได้
  • เตรียมไอคอน Splash Screen และ Build แอปเพื่อนำขึ้น Google Play และ App Store ได้

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ

  • Web Developer ที่อยากต่อยอดไปทำแอปมือถือด้วยทักษะเว็บที่มีอยู่
  • Programmer และ Mobile Developer ที่ต้องการทำแอป Android และ iOS จากโค้ดชุดเดียว
  • IT Manager และหัวหน้าทีมที่ต้องการเข้าใจแนวทางพัฒนาแอปแบบ Cross Platform
  • ผู้สนใจทั่วไปที่มีพื้นฐานเว็บและอยากสร้างแอปของตัวเอง

พื้นฐานของผู้เข้าอบรม

  • มีประสบการณ์เขียน HTML, CSS และ JavaScript มาบ้าง
  • ไม่จำเป็นต้องเคยทำแอปมือถือหรือเคยใช้ Angular มาก่อน เพราะมีการปูพื้นให้
  • ใช้คอมพิวเตอร์ Windows หรือ macOS และติดตั้งโปรแกรมเองได้
  • การ Build และทดสอบแอปบน iOS ต้องใช้เครื่อง Mac ที่ติดตั้ง Xcode

หัวข้อการฝึกอบรม

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรนี้เป็นฉบับปรับปรุงใหม่ปี 2026 ที่มาแทนหลักสูตร Ionic Framework พื้นฐานถึงขั้นกลางรุ่นเดิม เนื้อหาเขียนใหม่ให้ตรงกับ Ionic 9, Capacitor 8 และ Angular 22 แบบ Standalone อบรม 4 วัน วันละ 6 ชั่วโมง รวม 24 ชั่วโมง (09:00-16:00 น.) รูปแบบบรรยายสลับ Lab และ Workshop ตลอดหลักสูตร ระดับ Beginner - Intermediate

เหมาะกับผู้ที่มีพื้นฐาน HTML, CSS และ JavaScript และอยากทำแอปมือถือทั้ง Android และ iOS จากโค้ดชุดเดียว ผู้เรียนจะได้สร้างแอปที่ดึงข้อมูลจาก REST API เก็บข้อมูลในเครื่อง ใช้กล้อง ตำแหน่ง และสแกน QR Code ผ่าน Capacitor Plugins รันบนมือถือจริง และ Build เพื่อนำขึ้น Store พร้อมรับ Lab Guide ซอร์สโค้ด และ Template แอปกลับไปใช้งานต่อ

Day 1 เริ่มต้น Ionic, Capacitor และ Angular

Section 1: ภาพรวมแอป Cross Platform ด้วย Ionic และ Capacitor

  • แอป Native, Cross Platform และ Hybrid ต่างกันอย่างไร และเลือกใช้แบบไหนเมื่อไร
  • Ionic Framework คือชุด UI Components ส่วน Capacitor คือ Native Runtime ที่มาแทน Cordova
  • สถาปัตยกรรมของแอป: Web App ที่รันใน WebView และเรียก Native API ผ่าน Plugin
  • จุดเด่นและข้อจำกัดของแนวทางนี้ เช่น งานกราฟิกหนักและฟีเจอร์ที่ผูกกับระบบปฏิบัติการ
  • ภาพรวมเวอร์ชันปัจจุบัน: Ionic 9, Capacitor 8 และ Angular ที่รองรับ

Section 2: Lab: ติดตั้งเครื่องมือบน Windows และ macOS

  • ติดตั้ง Node.js รุ่น LTS, Git และ VS Code พร้อม Ionic Extension
  • ติดตั้ง Android Studio ซึ่งมี JDK มาในตัว ตั้งค่า Android SDK และสร้าง Emulator
  • ติดตั้ง Xcode และ iOS Simulator บน macOS สำหรับผู้ที่ทำแอป iOS
  • ติดตั้ง Ionic CLI และตรวจความพร้อมของเครื่องด้วยคำสั่ง ionic info
  • เปิดโหมดนักพัฒนาและ USB Debugging บนมือถือ Android เพื่อเชื่อมกับเครื่อง

Section 3: Lab: TypeScript และ Angular แบบ Standalone สำหรับ Ionic

  • TypeScript ที่ต้องใช้: Type, Interface, Class, Generics และ async/await
  • Angular Component แบบ Standalone, Template และ Data Binding
  • Signals, computed และ Control Flow แบบ @if และ @for ใน Template
  • Service และ Dependency Injection ด้วยฟังก์ชัน inject
  • Lab: สร้าง Component แสดงรายการสินค้าพร้อมตัวกรอง

Section 4: Lab: โปรเจกต์ Ionic แรกและการกำหนด Theme

  • สร้างโปรเจกต์ด้วย ionic start แบบ Angular Standalone พร้อม Capacitor
  • อธิบายโครงสร้างโปรเจกต์ทีละส่วน: src/app, assets, theme และ capacitor.config.ts
  • รันด้วย ionic serve และพรีวิวหน้าตาแบบ iOS และ Android ในเบราว์เซอร์
  • ปรับสีและฟอนต์ด้วย CSS Variables รองรับ Dark Mode และฟอนต์ภาษาไทย
  • Lab: ปรับแอปตั้งต้นให้เป็นแอปของตัวเอง
Day 2 หน้าจอ, Navigation และฟอร์ม

Section 5: Lab: ออกแบบหน้าจอด้วย Ionic Components

  • Layout หลัก: ion-header, ion-content, ion-grid และ ion-card
  • รายการข้อมูลด้วย ion-list, ion-item, Avatar, Badge และ Sliding Item
  • ปุ่ม ไอคอนจาก Ionicons และการลงทะเบียนไอคอนแบบ Standalone
  • Overlay ที่ใช้บ่อย: Alert, Toast, Action Sheet, Modal และ Loading
  • Lab: สร้างหน้ารายการร้านค้าพร้อมรายละเอียดแบบ Modal

Section 6: Lab: Navigation และการส่งข้อมูลระหว่างหน้า

  • สร้าง Page ด้วย Ionic CLI และกำหนด Route ด้วย Angular Router
  • ion-router-outlet และ NavController: navigateForward, navigateBack และ navigateRoot
  • แอปแบบ Tabs และ Side Menu และการเลือกใช้ให้เหมาะกับงาน
  • ส่งข้อมูลด้วย Route Parameter และรับค่าผ่าน Component Input
  • Page Lifecycle ของ Ionic เช่น ionViewWillEnter และการใช้งานจริง

Section 7: Lab: ฟอร์มและการตรวจสอบข้อมูล

  • ส่วนประกอบฟอร์มของ Ionic: ion-input, ion-select, ion-toggle และ ion-datetime
  • Reactive Forms พร้อม Validators และข้อความแจ้งข้อผิดพลาด
  • รู้จัก Signal Forms แนวทางใหม่ของ Angular และเมื่อไรควรใช้
  • จัดการแป้นพิมพ์บนมือถือและประสบการณ์กรอกข้อมูลที่ดี
  • Lab: ฟอร์มลงทะเบียนสมาชิกพร้อมตรวจสอบข้อมูลก่อนส่ง

Section 8: Workshop: แอป Master Detail และ Git

  • ออกแบบแอปรายการสินค้าแบบ Master Detail จากสิ่งที่เรียนมา
  • แยก Service สำหรับจัดการข้อมูลและใช้ Signals เก็บ State ของแอป
  • เพิ่ม ค้นหา แก้ไข และลบรายการพร้อม Toast ยืนยันผล
  • ใช้ Git ใน VS Code: init, commit, push ขึ้น GitHub และ clone กลับมาติดตั้งใหม่
  • Workshop: ทำแอปให้สมบูรณ์และทดสอบบนเบราว์เซอร์
Day 3 ข้อมูล, API และมือถือจริง

Section 9: Lab: รับส่งข้อมูลกับ REST API

  • หลักการ RESTful API และรูปแบบข้อมูล JSON
  • เตรียม REST API ตัวอย่างที่ต่อกับฐานข้อมูล MySQL และทดสอบด้วย Postman หรือ Bruno
  • เรียก API ด้วย Angular HttpClient และ Observable ของ RxJS
  • ดึงข้อมูลแบบ Reactive ด้วย httpResource และแสดงสถานะโหลดและข้อผิดพลาด
  • เพิ่ม แก้ไข และลบข้อมูลผ่าน API พร้อม Interceptor สำหรับแนบ Token

Section 10: Lab: แสดงข้อมูลจำนวนมากอย่างลื่นไหล

  • แสดงรายการจาก API พร้อม Skeleton Text ระหว่างโหลด
  • Pull to Refresh ด้วย ion-refresher
  • Infinite Scroll สำหรับโหลดข้อมูลทีละหน้า
  • Virtual Scroll ด้วย Angular CDK สำหรับรายการยาวมาก
  • Lab: หน้ารายการข่าวที่โหลดเพิ่มและรีเฟรชได้

Section 11: Lab: เก็บข้อมูลในเครื่อง

  • เลือกวิธีเก็บข้อมูลให้เหมาะกับงาน: Preferences, Ionic Storage และ SQLite
  • เก็บค่าตั้งค่าและ Token ด้วย Capacitor Preferences
  • เก็บข้อมูลแบบตารางด้วย SQLite ผ่าน Capacitor Plugin: แสดง เพิ่ม ลบ แก้ไข
  • แนวทางทำงานแบบ Offline แล้วซิงก์กับ Server ภายหลัง
  • Lab: แอปจดบันทึกที่ข้อมูลยังอยู่หลังปิดแอป

Section 12: Lab: รันแอปบนมือถือจริงด้วย Capacitor

  • เพิ่มแพลตฟอร์มด้วย npx cap add android และ ios แล้วซิงก์ด้วย npx cap sync
  • รันบน Emulator, Simulator และมือถือจริงด้วย npx cap run
  • Live Reload บนเครื่องจริงเพื่อดูผลการแก้โค้ดทันที
  • Debug แอปบนมือถือด้วย Chrome DevTools และ Safari Web Inspector
  • Lab: ติดตั้งแอป Master Detail ลงมือถือของผู้เรียน

Section 13: Lab: Capacitor Plugins สำหรับกล้องและไฟล์

  • หลักการทำงานของ Capacitor Plugin และการขอ Runtime Permission
  • ถ่ายภาพและเลือกภาพจาก Gallery ด้วย Camera Plugin
  • บันทึกและอ่านไฟล์ในเครื่องด้วย Filesystem Plugin
  • อัปโหลดภาพที่ถ่ายขึ้น Server ผ่าน REST API
  • Lab: หน้าโปรไฟล์ที่เปลี่ยนรูปจากกล้องได้
Day 4 Native Features, ปรับแต่งแอป และขึ้น Store

Section 14: Lab: Native Features ที่แอปธุรกิจใช้บ่อย

  • อ่านตำแหน่งปัจจุบันด้วย Geolocation Plugin
  • สแกน Barcode และ QR Code ผ่าน Capacitor Plugin
  • เปิดหน้าเว็บในแอปด้วย Browser Plugin และแชร์ข้อมูลด้วย Share Plugin
  • แจ้งเตือนในเครื่องด้วย Local Notifications และภาพรวม Push Notifications
  • Lab: แอปเช็กอินด้วย QR Code พร้อมบันทึกตำแหน่ง

Section 15: Lab: ปรับแต่งรายละเอียดของแอป

  • สร้างไอคอนและ Splash Screen ทุกขนาดด้วย Capacitor Assets
  • เปลี่ยนชื่อแอป App ID และเลขเวอร์ชันใน capacitor.config.ts และโปรเจกต์ Native
  • ล็อกการแสดงผลแนวตั้งหรือแนวนอน และปรับ Status Bar
  • ลดขนาดรูปภาพและไฟล์ก่อน Build เพื่อให้แอปเล็กและเร็ว

Section 16: Build และนำแอปขึ้น Store

  • Build เว็บแอปแบบ Production แล้วซิงก์เข้าโปรเจกต์ Native
  • สร้าง Android App Bundle ที่ลงลายเซ็นใน Android Studio และขั้นตอนบน Google Play Console
  • Archive แอป iOS ใน Xcode และส่งผ่าน App Store Connect เพื่อรอการตรวจ
  • เตรียมรายละเอียดหน้า Store ภาพหน้าจอ และนโยบายความเป็นส่วนตัว
  • แนวทางอัปเดตเวอร์ชันและอัปเกรด Ionic กับ Capacitor ในอนาคต

Section 17: Workshop: แอปสมบูรณ์จากต้นจนจบ

  • เลือกโจทย์จาก Template ที่เตรียมไว้: แอปอ่านข่าว แอปร้านค้า หรือแอปแกลเลอรีภาพ
  • รวมหน้าจอ Navigation, REST API, การเก็บข้อมูลในเครื่อง และ Capacitor Plugins
  • ทดสอบบนมือถือจริง แก้บั๊ก และใส่ไอคอนกับ Splash Screen
  • Build ไฟล์สำหรับติดตั้ง นำเสนอผลงาน และรีวิวร่วมกัน

รอบอบรมและรูปแบบการอบรม

สำหรับบุคคล — รอบอบรมทั่วไป

ขณะนี้ยังไม่มีรอบอบรมเปิดรับสมัคร ลงชื่อจองไว้ได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับเป็นกลุ่มแรกเมื่อเปิดรอบถัดไป หรือสอบถามทางไลน์ หรือโทร 02-570-8449 หรือ 088-807-9770

สำหรับองค์กร — In-house / Private Training

  • ปรับเนื้อหาให้ตรงกับเครื่องมือและงานจริงของทีม
  • เลือกวันเอง อบรมที่บริษัทหรือออนไลน์สด
  • ออกใบเสนอราคาในนามนิติบุคคลให้ฝ่ายจัดซื้อ
ขอใบเสนอราคาอบรมองค์กร

วิทยากรผู้สอน

คำถามที่พบบ่อย

Capacitor คืออะไร ทำงานร่วมกับ Ionic อย่างไร

Capacitor คือ Native Runtime ที่นำเว็บแอปซึ่งเขียนด้วย HTML, CSS และ TypeScript ไปรันเป็นแอปบน Android และ iOS และเปิดให้เรียกความสามารถของเครื่อง เช่น กล้อง ตำแหน่ง ไฟล์ และการแจ้งเตือน ผ่าน Plugin ส่วน Ionic Framework เป็นชุด UI Components ที่หน้าตาและการใช้งานเหมือนแอปมือถือ เมื่อใช้ร่วมกันจึงเขียนโค้ดชุดเดียวแล้ว Build ได้ทั้งสองแพลตฟอร์ม Capacitor มาแทน Cordova ที่ตัวอย่างรุ่นเก่าใช้ และหลักสูตรนี้ใช้ Capacitor ทั้งหมด

แอปแบบ Hybrid ต่างจากแอป Native อย่างไร

แอป Native เขียนแยกตามแพลตฟอร์ม เช่น Kotlin สำหรับ Android และ Swift สำหรับ iOS จึงเข้าถึงความสามารถของเครื่องได้เต็มที่ แต่ต้องดูแลโค้ดสองชุด ส่วนแอปแบบ Hybrid ด้วย Ionic และ Capacitor เขียนด้วยเทคโนโลยีเว็บชุดเดียวแล้วรันใน WebView และเรียก Native API ผ่าน Plugin ทำให้พัฒนาเร็วและนักพัฒนาเว็บเริ่มได้ทันที เหมาะกับแอปธุรกิจ แอปฟอร์ม และแอปแสดงข้อมูล แต่งานกราฟิกหนักหรือฟีเจอร์ที่ผูกกับระบบปฏิบัติการมาก ๆ อาจทำได้จำกัดกว่า

เก็บข้อมูลในเครื่องสำหรับแอป Ionic ควรใช้วิธีไหน

ค่าตั้งค่าหรือข้อมูลขนาดเล็ก เช่น Token และภาษาที่เลือก ให้ใช้ Capacitor Preferences ที่เก็บแบบ Key และ Value และไม่ถูกระบบล้างทิ้งเหมือน Web Storage ส่วนข้อมูลที่เป็นตารางหรือมีจำนวนมาก เช่น รายการสินค้าหรือบันทึกที่ต้องค้นหา ให้ใช้ SQLite ผ่าน Capacitor Plugin ซึ่งรองรับการแสดง เพิ่ม ลบ และแก้ไขแบบฐานข้อมูล หลักสูตรนี้ฝึกทั้งสองแบบ รวมถึงแนวทางทำงานแบบ Offline แล้วซิงก์กับ Server ภายหลัง

นำแอปขึ้น Google Play และ App Store มีขั้นตอนอย่างไร

เริ่มจากตั้งชื่อแอป App ID และเลขเวอร์ชัน สร้างไอคอนและ Splash Screen ด้วย Capacitor Assets และลดขนาดไฟล์รูปภาพ จากนั้น Build เว็บแอปแบบ Production แล้วซิงก์เข้าโปรเจกต์ Native ด้วย npx cap sync ฝั่ง Android ให้สร้าง App Bundle ที่ลงลายเซ็นใน Android Studio แล้วอัปโหลดผ่าน Google Play Console ส่วน iOS ต้อง Archive และส่งแอปจากเครื่อง Mac ผ่าน App Store Connect เพื่อรอการตรวจ ทั้งสอง Store ต้องมีบัญชีนักพัฒนาของผู้เรียนเอง

หลักสูตร Cross-Platform Mobile Apps with Ionic and Capacitor เหมาะกับใคร ต้องมีพื้นฐานอะไรมาก่อน

เหมาะกับ Web Developer, Mobile Developer, โปรแกรมเมอร์ และผู้ที่อยากใช้ทักษะเว็บสร้างแอปบน Android และ iOS ควรมีประสบการณ์ HTML, CSS และ JavaScript มาบ้าง และใช้คอมพิวเตอร์ Windows หรือ macOS ได้ ไม่จำเป็นต้องเคยทำแอปมือถือหรือเคยใช้ Angular มาก่อน เพราะหลักสูตรปูพื้น TypeScript และ Angular แบบ Standalone ให้ในวันแรก ส่วนการ Build และทดสอบบน iOS ต้องใช้เครื่อง Mac ที่ติดตั้ง Xcode

เรียนจบหลักสูตร Cross-Platform Mobile Apps with Ionic and Capacitor แล้วทำอะไรได้บ้าง

สร้างแอปด้วย Ionic, Capacitor และ Angular แบบ Standalone ออกแบบหน้าจอและ Navigation แบบ Tabs และ Side Menu ทำฟอร์มพร้อม Validation ดึงและบันทึกข้อมูลผ่าน REST API ที่ต่อกับ MySQL เก็บข้อมูลในเครื่องด้วย Preferences และ SQLite ใช้กล้อง ตำแหน่ง และสแกน QR Code ผ่าน Capacitor Plugins รันและ Debug บนมือถือจริง และ Build แอปเพื่อนำขึ้น Google Play และ App Store ได้ ผู้ผ่านการอบรมได้รับใบประกาศนียบัตร (Certificate of Completion) ที่มีเลขที่ของตัวเองและตรวจสอบออนไลน์ได้