สหรัฐฯ กำแพงข้อจำกัดโดรนและหุ่นยนต์ ขณะที่จีนใช้มวลการผลิตเป็นข้อได้เปรียบ

สหรัฐฯ กำแพงข้อจำกัดโดรนและหุ่นยนต์ ขณะที่จีนใช้มวลการผลิตเป็นข้อได้เปรียบ

หมวดหมู่: บทความทั่วไปHardware Reviewข่าวไอที อ่านจบใน 3 นาที

สหรัฐฯ เพิ่งประกาศมาตรการเข้มงวดต่อเทคโนโลยีหุ่นยนต์และโดรนที่ผลิตจากต่างประเทศ โดยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าโดรนและชิ้นส่วนบางรายการ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในเดือนกันยายน และจะมีภาษีเพิ่มสำหรับชิ้นส่วนในปี 2027 ขณะเดียวกัน FCC’s Covered List ก็ขยายขอบเขตกว้างขึ้นจากอุปกรณ์โทรคมนาคมและกล้องวงจรปิด ไปสู่โดรนและอุปกรณ์หุ่นยนต์ขั้นสูง เหตุผลหลักคือความมั่นคงของชาติ แต่คำถามที่ตามมาคือมาตรการเหล่านี้จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของการแข่งขันระดับโลกได้หรือไม่

ข้อจำกัดของสหรัฐฯ กับความได้เปรียบด้านขนาดของจีน

แม้มาตรการจะช่วยปกป้องส่วนหนึ่งของตลาดสหรัฐฯ แต่ไม่สามารถลบรากเหง้าของความได้เปรียบด้านการผลิตของจีนได้ จีนผงาดเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และโดรนระดับโลก โดยรายงานจาก Counterpoint ระบุว่าการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกในครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 22,000 หน่วย และผู้ผลิตใหญ่ 5 รายคือ AgiBot, Unitree, Galbot, UBTECH และ Leju Robotics ล้วนมาจากจีนและคิดเป็น 86% ของยอดส่งในช่วงนั้น การผลิตจำนวนมากทำให้ต้นทุนถูกลงและเปิดทางให้เก็บข้อมูลใช้งานจริงเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อ

ข้อได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และช่องว่างที่ต้องลงทุนนาน

ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง สหรัฐฯ ยังคงมีความได้เปรียบใน frontier AI ซอฟต์แวร์ และนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่การจะตอบโต้ด้วยมาตรการคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ตามคำกล่าวของ Ankur Saxena จาก TDK Ventures การไล่ตามเส้นต้นทุนที่ลดลงต้องอาศัยการลงทุนยาวนานระดับทศวรรษและการสร้างกำลังการผลิต ซึ่งสหรัฐฯ ยังไม่ได้เริ่มอย่างเต็มที่

ตลาดโลกที่มีแนวโน้มแตกเป็นภูมิภาค

นักวิเคราะห์มองว่าผลลัพธ์อาจไม่ใช่การแยกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน แต่เป็นการกระจายตัวของตลาดตามภูมิภาค บริษัทจีนอาจขยายไปยังตลาดที่ราคาเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น ยุโรปตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ในขณะที่ผู้ผลิตสหรัฐฯ และพันธมิตรจะเน้นตลาดที่ความมั่นคงและข้อกำหนดด้านการป้องกันมีน้ำหนักมากกว่า เช่น ระบบระยะไกลที่ใช้งานทางทหารหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ Bentzion Levinson ผู้ก่อตั้ง Heven AeroTech ยังชี้ว่าแนวรบต่อไปของการแข่งขันจะย้ายจากตัวโดรนไปสู่สถาปัตยกรรมพลังงานและ payload เช่นระบบแบตเตอรี่

บทบาทของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน

ประเทศในเอเชียที่มีความชำนาญด้านการผลิตและชิ้นส่วนสามารถเป็นทางเลือกเสริมได้ ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญด้านโรบ็อตอุตสาหกรรมและการผลิตแม่นยำ เกาหลีใต้โดดเด่นด้านอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนไต้หวันยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญด้านเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีประเทศใดสามารถแทนที่จีนได้ทั้งหมด เพราะชิ้นส่วนจากจีนฝังตัวอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง

โดยรวม มาตรการของสหรัฐฯ อาจเร่งให้ตลาดหุ่นยนต์และโดรนเป็นภูมิภาคมากขึ้น - จีนแข่งขันด้วยต้นทุนและมวลการผลิต ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรจะเน้นความปลอดภัยและเทคโนโลยีชั้นสูง

สิ่งที่คนทำงานไอทีควรสังเกต - สำหรับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และระบบบูรณาการในไทย แนวโน้มนี้หมายถึงโอกาสในงาน integration ของหุ่นยนต์ราคาประหยัดจากจีน รวมถึงความต้องการทักษะด้าน Computer Vision, IoT และการจัดการข้อมูลจากฟลีทร็อบอต หากองค์กรต้องการเน้นความปลอดภัย อาจเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาไทยร่วมสร้างโซลูชันที่สอดคล้องกับข้อกำหนดทางความมั่นคง

ติดตามได้ว่ามาตรการต่อไปจะมีผลต่อการลงทุนระยะยาวอย่างไร และผู้เล่นนอกจีนจะสามารถใช้ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและเครือข่ายพันธมิตรเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดได้หรือไม่

ที่มา: TechCrunch - เรียบเรียงและสรุปเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน IT Genius

ไอทีจีเนียส เอ็นจิเนียริ่ง (IT Genius Engineering) ให้บริการด้านไอทีครบวงจร ทั้งงานด้านการอบรม (Training) สัมมนา รับงานเขียนโปรแกรม เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น งานออกแบบกราฟิก และงานด้าน E-Marketing ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ทั้ง SEO , PPC , และ Social media marketting

ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ

Line : @itgenius (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://lin.ee/xoFlBFe
Facebook : https://www.facebook.com/itgeniusonline
Tel : 02-570-8449 มือถือ 088-807-9770 และ 092-841-7931
Email : contact@itgenius.co.th

แนะนำหลักสูตรอบรมที่น่าสนใจ

user
โดย Admin ITGenius
เข้าชม 29 ครั้ง

คำค้นหา : หุ่นยนต์โดรนห่วงโซ่อุปทานความมั่นคงไซเบอร์การผลิต