สอบถามหลักสูตรเลือกช่องทางที่สะดวก ทีมงานตอบเองทุกช่อง
LINE @itgeniusตอบเร็วที่สุด · จ–ศ 9:00–17:00 น.
โทรศัพท์
02-570-8449สำนักงาน088-807-9770มือถือ
อีเมลและโซเชียล
contact@itgenius.co.thสำหรับใบเสนอราคาและเอกสารFacebookitgeniusonlineYouTubeitgeniusengขอคำปรึกษาจัดอบรมให้ทีม
ภาษาโปรแกรมมิ่ง · PRC-27

Python for Machine Learning

หลักสูตร Python for Machine Learning เป็นการอบรมการสร้างและวัดผลโมเดล Machine Learning ด้วย Python, pandas และ scikit-learn ทั้ง Regression, KNN, Naive Bayes, SVM, Random Forest, K-Means, PCA และโปรเจกต์จดจำใบหน้าด้วย Eigenfaces เหมาะกับโปรแกรมเมอร์ ฝ่ายไอที ครู อาจารย์ และนักศึกษาที่มีพื้นฐาน Python

อัปเดตล่าสุด
ราคาเริ่มต้น 7,650 บาท / ท่าน 8,500 −10% ยังไม่รวม VAT 7% · มีราคาหมู่คณะ
PDFดาวน์โหลด Course Outline
  • ระยะเวลา18 ชั่วโมง · 3 วัน
  • รูปแบบออนไซต์ / ออนไลน์สด
  • รอบถัดไปเปิดตามคำขอ
  • ใบรับรองมี Certificate

ภาพรวมหลักสูตร

Machine Learning ยังเป็นหัวใจของงาน AI ในองค์กร ทั้งการพยากรณ์ยอดขาย คัดกรองลูกค้า จัดหมวดเอกสาร หรือตรวจจับความผิดปกติ และงานข้อมูลแบบตารางจำนวนมากยังได้ผลดีและคุ้มค่ากว่าเมื่อใช้โมเดลคลาสสิกแทน Deep Learning แต่ผู้เริ่มต้นมักติดอยู่ที่การเรียกใช้คำสั่งตามตัวอย่าง โดยไม่เข้าใจว่าโมเดลเรียนรู้อย่างไร ควรเตรียมข้อมูลแบบไหน และจะรู้ได้อย่างไรว่าโมเดลดีพอจะใช้งานจริง

หลักสูตรนี้พาผู้เรียนสร้างโมเดล Machine Learning ด้วย Python ตั้งแต่พื้นฐาน โดยใช้ pandas 3 และ scikit-learn 1.9 เริ่มจากเข้าใจหลักการของ Linear และ Logistic Regression ผ่าน Gradient Descent แล้วต่อด้วย K-Nearest Neighbors, Naive Bayes, Support Vector Machine, Decision Tree, Random Forest, Gradient Boosting, K-Means และ PCA พร้อมฝึกเตรียมข้อมูลด้วย Pipeline วัดผลด้วย Cross-Validation และปรับค่า Hyperparameter อย่างเป็นระบบ ก่อนรวมทุกอย่างในโปรเจกต์จดจำใบหน้าด้วย Eigenfaces การบันทึกโมเดล และ Capstone ที่ทำงานครบตั้งแต่ข้อมูลดิบจนได้โมเดลพร้อมหน้าเดโม (อบรม 3 วัน วันละ 6 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง ระดับ Beginner)

สิ่งที่คุณจะได้รับ

  • เตรียมสภาพแวดล้อม Python สำหรับงาน Machine Learning ด้วย uv, JupyterLab หรือ VS Code ได้
  • เข้าใจหลักการเรียนรู้ของโมเดล ทั้ง Loss Function และ Gradient Descent
  • เตรียมและสำรวจข้อมูลด้วย pandas 3 แล้วสร้าง Pipeline ที่ไม่ทำให้ข้อมูลรั่ว
  • สร้างและวัดผลโมเดล Regression และ Classification ด้วยตัวชี้วัดที่เหมาะสม
  • ใช้ KNN, Naive Bayes, SVM, Random Forest และ Gradient Boosting ได้ตรงกับโจทย์
  • ใช้ Cross-Validation และ GridSearchCV เลือกโมเดลและ Hyperparameter
  • จัดกลุ่มข้อมูลด้วย K-Means และลดมิติด้วย PCA จนทำระบบจดจำใบหน้าได้
  • บันทึกโมเดลอย่างปลอดภัยและทำหน้าเดโมให้ผู้อื่นทดลองใช้

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ

  • โปรแกรมเมอร์และผู้ดูแลระบบที่อยากเริ่มงาน Machine Learning ด้วย Python
  • ฝ่ายไอทีที่ดูแลและพัฒนาระบบขององค์กร และต้องการนำข้อมูลมาสร้างโมเดลพยากรณ์
  • ครู อาจารย์ที่ต้องการสื่อการสอน Machine Learning ที่เป็นปัจจุบัน
  • นักเรียน นักศึกษาที่ต้องการพื้นฐานแน่นก่อนต่อยอดไป Deep Learning
  • ผู้สนใจทั่วไปที่มีพื้นฐาน Python และอยากเข้าใจว่าโมเดลทำงานอย่างไร

พื้นฐานของผู้เข้าอบรม

  • เขียน Python พื้นฐานได้ เช่น ตัวแปร List, Dictionary, Loop และ Function
  • มีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมมาบ้าง และใช้งานคอมพิวเตอร์ จัดการไฟล์และโฟลเดอร์ได้คล่อง
  • คณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลาย หลักสูตรอธิบายสถิติและพีชคณิตที่ต้องใช้ให้ใหม่
  • โน้ตบุ๊กที่ติดตั้งโปรแกรมได้ หรือบัญชี Google สำหรับใช้ Google Colab

หัวข้อการฝึกอบรม

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรนี้เป็นฉบับปรับปรุงใหม่ปี 2026 ที่มาแทนเนื้อหาเดิมของหลักสูตร Python for Machine Learning โดยยังคงแกนเดิม คือ Regression, K-Nearest Neighbors, Naive Bayes, SVM และโปรเจกต์จดจำใบหน้าด้วย Eigenfaces แต่เปลี่ยนเครื่องมือเป็น uv, JupyterLab, pandas 3 และ scikit-learn 1.9 และเพิ่มเรื่อง Pipeline การวัดผล Tree และ Gradient Boosting, K-Means และการนำโมเดลไปใช้ อบรม 3 วัน วันละ 6 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง (09:00-16:00 น.) รูปแบบบรรยายพร้อม Lab ทุกหัวข้อ ระดับ Beginner ใช้โน้ตบุ๊กทั่วไปโดยไม่ต้องมี GPU และใช้เครื่องมือโอเพนซอร์สทั้งหมด ผู้ที่ต้องการต่อยอดไปสู่ Neural Network สามารถเรียนต่อในหลักสูตร Deep Learning with Python

Day 1 พื้นฐาน ML, ข้อมูล และ Regression

Section 1: Lab: เตรียมสภาพแวดล้อม Python สำหรับ ML

  • ติดตั้ง Python และสร้างโปรเจกต์พร้อม Virtual Environment ด้วย uv
  • ใช้ JupyterLab หรือ Notebook ใน VS Code และทางเลือก Google Colab
  • ติดตั้ง NumPy, pandas, scikit-learn และ Matplotlib ให้เวอร์ชันตรงกันทั้งทีม
  • ทบทวน NumPy Array, Vectorization และ Broadcasting ที่ใช้ตลอดหลักสูตร

Section 2: พื้นฐานปัญญาประดิษฐ์และ Machine Learning

  • AI, Machine Learning, Deep Learning และ Generative AI ต่างกันอย่างไร
  • Supervised, Unsupervised และ Reinforcement Learning พร้อมตัวอย่างในองค์กร
  • ขั้นตอนทำงาน ML ตั้งแต่ตั้งโจทย์ เก็บข้อมูล ฝึก วัดผล จนถึงนำไปใช้
  • Overfitting, Underfitting และ Bias-Variance Tradeoff แบบเข้าใจง่าย
  • โจทย์ที่โมเดลคลาสสิกยังเหมาะกว่า Deep Learning และ LLM

Section 3: Lab: เตรียมและสำรวจข้อมูลด้วย pandas 3

  • อ่านข้อมูลจาก CSV และ Excel แล้วสำรวจโครงสร้างด้วย info และ describe
  • จัดการค่าว่าง ข้อมูลซ้ำ และชนิดข้อมูล รวมถึง String dtype ใหม่ใน pandas 3
  • Copy-on-Write ใน pandas 3 และเหตุที่ Chained Assignment ใช้ไม่ได้แล้ว
  • สร้างกราฟสำรวจความสัมพันธ์ของข้อมูลด้วย Matplotlib
  • แบ่งข้อมูล Train และ Test ด้วย train_test_split อย่างถูกวิธี

Section 4: Lab: Linear Regression ตั้งแต่หลักการ

  • แนวคิด Linear Regression, Cost Function และการหาค่าที่เหมาะสม
  • เขียน Gradient Descent เองด้วย NumPy เพื่อเห็นการเรียนรู้ทีละรอบ
  • สร้างโมเดลเดียวกันด้วย LinearRegression ของ scikit-learn แล้วเทียบผล
  • วัดผลด้วย MAE, RMSE และ R² และอ่านค่าความคลาดเคลื่อน
  • ลด Overfitting ด้วย Ridge และ Lasso Regularization

Section 5: Logistic Regression และการวัดผล Classification

  • Sigmoid Function ความน่าจะเป็น และการเลือกค่า Threshold
  • Confusion Matrix, Accuracy, Precision, Recall และ F1-score
  • ROC Curve, AUC และเหตุที่ Accuracy อย่างเดียวหลอกตาได้
  • รับมือข้อมูลไม่สมดุลด้วย class_weight และการเลือกตัวชี้วัด
  • Lab: ทำนายลูกค้าที่มีแนวโน้มยกเลิกบริการ
Day 2 Pipeline, การวัดผล และโมเดลจำแนกประเภท

Section 6: Lab: Pipeline และ ColumnTransformer

  • ปัญหา Data Leakage และเหตุที่ต้องเตรียมข้อมูลภายใน Pipeline
  • StandardScaler, OneHotEncoder และ SimpleImputer สำหรับข้อมูลหลายชนิด
  • รวมขั้นตอนด้วย ColumnTransformer และ Pipeline ในวัตถุเดียว
  • ให้ผลลัพธ์เป็น DataFrame ด้วย set_output และดูโครงสร้างผ่าน HTML Display

Section 7: Cross-Validation และการปรับ Hyperparameter

  • K-Fold และ Stratified K-Fold ด้วย cross_validate
  • ค้นหาค่าที่ดีที่สุดด้วย GridSearchCV และ RandomizedSearchCV
  • อ่าน Learning Curve และ Validation Curve เพื่อวินิจฉัยโมเดล
  • แยกชุด Test ไว้ตรวจขั้นสุดท้ายและหลีกเลี่ยงการจูนจนเข้าข้างตัวเอง
  • Lab: จูน Pipeline ทั้งชุดแล้วเปรียบเทียบผลกับโมเดลเริ่มต้น

Section 8: Lab: K-Nearest Neighbors

  • แนวคิด Lazy Learning และการตัดสินด้วยเพื่อนบ้านใกล้ที่สุด
  • ระยะทางแบบ Euclidean และ Manhattan และเหตุที่ต้อง Scale ข้อมูล
  • เลือกค่า K ด้วย Cross-Validation และผลของ Weighting
  • ใช้ KNN ทั้งงาน Classification และ Regression พร้อมข้อจำกัดด้านความเร็ว

Section 9: Lab: Naive Bayes และการจำแนกข้อความภาษาไทย

  • ทฤษฎีของ Bayes และสมมติฐานความเป็นอิสระของ Naive Bayes
  • ตัดคำภาษาไทยด้วย PyThaiNLP ก่อนแปลงเป็นตัวเลข
  • แปลงข้อความด้วย CountVectorizer และ TF-IDF
  • ฝึก MultinomialNB และ ComplementNB สำหรับจัดหมวดข่าว
  • อ่านคำสำคัญของแต่ละหมวดและวิเคราะห์จุดที่โมเดลทายผิด

Section 10: Lab: Support Vector Machine

  • Margin และ Support Vector ในกรณีข้อมูลแบ่งด้วยเส้นตรงได้
  • Kernel แบบ RBF และ Polynomial สำหรับข้อมูลที่ไม่เป็นเชิงเส้น
  • ปรับค่า C และ gamma ด้วย GridSearchCV บนชุดข้อมูล Iris
  • จดจำตัวเลขลายมือด้วย SVM และอ่าน Confusion Matrix
  • เมื่อไรควรใช้ LinearSVC แทน SVC กับข้อมูลขนาดใหญ่
Day 3 Tree, Unsupervised และโปรเจกต์จริง

Section 11: Lab: Decision Tree, Random Forest และ Boosting

  • Decision Tree, การแบ่งโหนด และการจำกัดความลึกเพื่อลด Overfitting
  • Random Forest และแนวคิด Ensemble แบบ Bagging
  • HistGradientBoosting สำหรับข้อมูลตารางขนาดใหญ่และข้อมูลหมวดหมู่
  • อธิบายโมเดลด้วย Feature Importance และ permutation_importance

Section 12: Unsupervised Learning: K-Means และ PCA

  • จัดกลุ่มลูกค้าด้วย K-Means และเลือกจำนวนกลุ่มด้วย Elbow และ Silhouette
  • ตีความกลุ่มที่ได้ให้เป็นข้อมูลที่ฝ่ายธุรกิจนำไปใช้ได้
  • ลดมิติข้อมูลด้วย PCA และอ่าน Explained Variance
  • แสดงข้อมูลหลายมิติเป็นภาพ 2 มิติเพื่อสำรวจรูปแบบ

Section 13: Lab: ระบบจดจำใบหน้าด้วย Eigenfaces

  • ทำความเข้าใจชุดข้อมูล Olivetti Faces และการแปลงภาพเป็นเวกเตอร์
  • หาจำนวน Principal Component ที่เหมาะสมและแสดง Eigenfaces
  • สร้าง Pipeline ระหว่าง PCA กับ SVM แล้วจูนด้วย Cross-Validation
  • วัดผลและวิเคราะห์ภาพที่ระบบจำผิด
  • ข้อควรระวังเรื่องข้อมูลใบหน้า ความยินยอม และ PDPA

Section 14: Lab: นำโมเดลไปใช้งาน

  • บันทึกและโหลดโมเดลด้วย skops และความเสี่ยงของไฟล์ pickle
  • บันทึกเวอร์ชันไลบรารีและข้อมูลที่ใช้ฝึกเพื่อทำซ้ำผลได้
  • สร้างหน้าเดโมให้ผู้อื่นทดลองใช้โมเดลด้วย Gradio
  • ใช้ AI Assistant ช่วยเขียนโค้ด ML พร้อมตรวจผลและวัดผลซ้ำทุกครั้ง

Section 15: Workshop: Capstone Project

  • เลือกโจทย์และชุดข้อมูล แล้วกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ
  • เตรียมข้อมูล สร้าง Pipeline และเปรียบเทียบอย่างน้อย 3 โมเดล
  • จูนโมเดลที่ดีที่สุด ตรวจกับชุด Test และสรุปข้อจำกัด
  • นำเสนอผลงานพร้อมหน้าเดโม และวางแผนต่อยอดสู่ Deep Learning

รอบอบรมและรูปแบบการอบรม

สำหรับบุคคล — รอบอบรมทั่วไป

ขณะนี้ยังไม่มีรอบอบรมเปิดรับสมัคร ลงชื่อจองไว้ได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับเป็นกลุ่มแรกเมื่อเปิดรอบถัดไป หรือสอบถามทางไลน์ หรือโทร 02-570-8449 หรือ 088-807-9770

สำหรับองค์กร — In-house / Private Training

  • ปรับเนื้อหาให้ตรงกับเครื่องมือและงานจริงของทีม
  • เลือกวันเอง อบรมที่บริษัทหรือออนไลน์สด
  • ออกใบเสนอราคาในนามนิติบุคคลให้ฝ่ายจัดซื้อ
ขอใบเสนอราคาอบรมองค์กร

วิทยากรผู้สอน

คำถามที่พบบ่อย

Linear Regression กับ Logistic Regression ต่างกันอย่างไร

Linear Regression ใช้ทำนายค่าตัวเลขต่อเนื่อง เช่น ราคาบ้านหรือยอดขาย โดยหาเส้นที่ทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนรวมน้อยที่สุด ส่วน Logistic Regression ใช้จำแนกกลุ่ม เช่น ลูกค้าจะยกเลิกบริการหรือไม่ โดยส่งผลรวมเชิงเส้นผ่านฟังก์ชัน Sigmoid ให้ได้ความน่าจะเป็นระหว่าง 0 ถึง 1 แล้วตัดสินด้วยค่า Threshold ในหลักสูตรผู้เรียนจะเขียน Gradient Descent เองก่อน แล้วจึงใช้ scikit-learn เพื่อให้เห็นว่าโมเดลเรียนรู้อย่างไร

Cross Validation คืออะไร ทำไมต้องใช้ตอนสร้างโมเดล

Cross Validation คือการแบ่งข้อมูลเป็นหลายส่วน เช่น K-Fold แบ่งเป็น 5 ส่วน แล้วสลับใช้ส่วนหนึ่งเป็นชุดทดสอบและที่เหลือเป็นชุดฝึกจนครบ จากนั้นเฉลี่ยผลลัพธ์ ทำให้ประเมินความแม่นยำกับข้อมูลใหม่ได้น่าเชื่อถือกว่าการแบ่งครั้งเดียว ช่วยจับปัญหา Overfitting และใช้ร่วมกับ GridSearchCV เลือกค่า Hyperparameter เช่น ค่า K ของ KNN หรือ C ของ SVM โดยควรเตรียมข้อมูลไว้ใน Pipeline เพื่อไม่ให้ข้อมูลชุดทดสอบรั่วเข้าไปตอนฝึก

Support Vector Machine ทำงานอย่างไร Kernel มีไว้ทำอะไร

SVM หาเส้นหรือระนาบแบ่งกลุ่มที่เว้นระยะห่างจากจุดข้อมูลที่ใกล้ที่สุดของแต่ละกลุ่มให้มากที่สุด จุดที่อยู่ชิดเส้นแบ่งเรียกว่า Support Vectors เมื่อข้อมูลแบ่งด้วยเส้นตรงไม่ได้ จะใช้ Kernel เช่น RBF หรือ Polynomial เพื่อคำนวณเสมือนยกข้อมูลไปอยู่ในมิติที่สูงขึ้นซึ่งแบ่งได้ง่ายกว่า โดยปรับค่า C และ gamma เพื่อคุมความเข้มงวดของเส้นแบ่ง ในหลักสูตรใช้ SVM จดจำตัวเลขลายมือและเป็นตัวจำแนกในโปรเจกต์ Eigenfaces

หลักสูตร Python for Machine Learning เหมาะกับใคร ต้องมีพื้นฐานอะไรมาก่อน

เหมาะกับโปรแกรมเมอร์ ผู้ดูแลระบบ ฝ่ายไอทีที่พัฒนาระบบขององค์กร ครูอาจารย์ และนักศึกษาที่อยากเริ่มงาน Machine Learning ต้องเขียน Python ระดับพื้นฐานได้ เคยเขียนโปรแกรมมาบ้าง และใช้คอมพิวเตอร์จัดการไฟล์ได้คล่อง ส่วนคณิตศาสตร์ใช้ระดับมัธยมปลาย เพราะหลักสูตรอธิบายสถิติและพีชคณิตที่จำเป็นให้ใหม่ระหว่างเรียน

เรียนจบหลักสูตร Python for Machine Learning แล้วทำอะไรได้บ้าง

เตรียมข้อมูลด้วย pandas สร้าง Pipeline ที่ไม่รั่วข้อมูล สร้างและวัดผลโมเดล Regression และ Classification ใช้ KNN, Naive Bayes, SVM, Random Forest และ Gradient Boosting ได้ตรงโจทย์ จัดหมวดข่าวภาษาไทยด้วย TF-IDF จัดกลุ่มข้อมูลด้วย K-Means ทำระบบจดจำใบหน้าด้วย Eigenfaces บันทึกโมเดลอย่างปลอดภัย และทำหน้าเดโมด้วย Gradio ผู้ผ่านการอบรมได้รับใบประกาศนียบัตร (Certificate of Completion)

เรียน Python for Machine Learning ต้องใช้โปรแกรมอะไรบ้าง

ใช้ Python 3.12 ขึ้นไป จัดการโปรเจกต์และไลบรารีด้วย uv และเขียนโค้ดใน JupyterLab หรือ VS Code ร่วมกับ NumPy, pandas 3, scikit-learn 1.9, Matplotlib, PyThaiNLP, skops และ Gradio ซึ่งเป็นโอเพนซอร์สทั้งหมด ใช้เครื่อง Windows, Mac หรือ Linux ก็ได้โดยไม่ต้องมี GPU แต่ควรมีสิทธิ์ติดตั้งโปรแกรม หรือใช้ Google Colab ผ่านบัญชี Google แทนได้

บทความที่เกี่ยวข้อง