5 สัญญาณเตือนสายชาร์จใกล้พัง

5 สัญญาณเตือนสายชาร์จใกล้พัง

หมวดหมู่: บทความทั่วไปMobile AppsAndroidiOSTip & Technicข่าวไอที

ที่ชาร์จมือถือเป็นอุปกรณ์ที่หลายคนใช้ทุกวันจนแทบไม่ทันสังเกตว่า สายชาร์จหรือหัวชาร์จเริ่มเสื่อมสภาพแล้วหรือยัง บางคนเห็นสายแตกนิดหน่อย หัวชาร์จร้อนบ้าง หรือชาร์จติด ๆ ดับ ๆ ก็ยังฝืนใช้ต่อ เพราะคิดว่า “ยังชาร์จเข้าอยู่” บางครั้งเจอปัญหาเรื่องไฟแล็บออกมาจนสงสัยว่าพังหรือไม่

 

รวม 5 สัญญาณเตือนว่าที่ชาร์จมือถือใกล้พัง ถ้าเจอข้อใดข้อหนึ่ง แนะนำให้หยุดใช้ทันที อย่าฝืนเพราะเสียดายเงินไม่กี่ร้อยบาท

 


5 สัญญาณเตือนสายชาร์จใกล้พัง

1. สายชาร์จแตก ปริ ฉีก หรือเห็นเส้นทองแดงด้านใน
สัญญาณที่เห็นชัดที่สุดคือ สายชาร์จแตก ปริ ฉีก หรือหุ้มสายหลุดจนเห็นเส้นลวดด้านใน โดยเฉพาะบริเวณหัวสายใกล้พอร์ต USB-C, Lightning หรือหัวต่อกับอะแดปเตอร์ เพราะเป็นจุดที่ถูกงอและดึงบ่อยที่สุด

หากฉนวนหุ้มสายเสียหาย อาจทำให้สายไฟด้านในสัมผัสกันจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือหากมือเปียกแล้วไปจับ อาจมีความเสี่ยงถูกไฟดูดได้ แม้จะเป็นแรงดันต่ำจากฝั่งมือถือ แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับหัวชาร์จหรือปลั๊กไฟที่ไม่ได้มาตรฐานก็ไม่ควรประมาท

ควรทำอย่างไร?
หากสายชาร์จเริ่มแตกหรือเห็นทองแดงด้านใน ให้หยุดใช้ทันที ไม่ควรพันเทปกาวแล้วใช้ต่อ เพราะเป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราว และไม่ได้ทำให้สายกลับมาปลอดภัยเหมือนเดิม

 

2. หัวชาร์จร้อนจัดจนจับแทบไม่ได้
หัวชาร์จอุ่นเล็กน้อยระหว่างใช้งานถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะหัวชาร์จเร็วที่จ่ายไฟกำลังสูง แต่ถ้า ร้อนจัดจนจับแล้วสะดุ้ง มีกลิ่นไหม้ หรือร้อนผิดปกติแม้ไม่ได้ชาร์จนาน นี่คือสัญญาณอันตราย

ความร้อนผิดปกติอาจเกิดจากวงจรภายในเสื่อม คุณภาพอุปกรณ์ต่ำ ใช้กำลังไฟเกินมาตรฐาน หรือมีปัญหาที่ปลั๊กไฟ หากฝืนใช้ต่ออาจเพิ่มความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้ได้

ควรทำอย่างไร?
ถอดหัวชาร์จออกจากปลั๊กทันที วางไว้ในที่ปลอดภัยให้เย็นลง และไม่ควรนำกลับมาใช้อีก หากจำเป็นต้องชาร์จ ให้เปลี่ยนไปใช้หัวชาร์จที่ได้มาตรฐานจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้

 

3. ชาร์จติด ๆ ดับ ๆ ต้องขยับสายถึงจะเข้า
ถ้าชาร์จแล้วไฟเข้า ๆ ออก ๆ ต้องขยับสาย หักสาย เอียงหัว หรือวางมือถือในท่าเฉพาะถึงจะชาร์จได้ แปลว่าอาจมีปัญหาที่ สายชาร์จ หัวต่อ หรือพอร์ตชาร์จ

อาการนี้ไม่ควรมองข้าม เพราะกระแสไฟที่จ่ายไม่สม่ำเสมออาจทำให้วงจรชาร์จของมือถือทำงานหนักขึ้น และในบางกรณีอาจเกิดประกายไฟเล็ก ๆ บริเวณหัวต่อได้ หากมีฝุ่น ความชื้น หรือสิ่งสกปรกสะสมอยู่

ควรทำอย่างไร?
ลองเปลี่ยนสายชาร์จหรือหัวชาร์จก่อน หากเปลี่ยนแล้วหาย แสดงว่าอุปกรณ์ชาร์จเดิมมีปัญหา แต่ถ้ายังเป็นอยู่ อาจต้องตรวจพอร์ตชาร์จของมือถือที่ศูนย์บริการ

 

4. มีกลิ่นไหม้ มีเสียงจี่ หรือมีรอยดำที่หัวชาร์จ
ถ้าอุปกรณ์ชาร์จมีกลิ่นไหม้ กลิ่นพลาสติกละลาย มีเสียงจี่ผิดปกติ หรือเห็นรอยดำบริเวณขาปลั๊ก หัว USB หรือช่องเสียบ นี่คือสัญญาณที่ควรหยุดใช้ทันที

อาการเหล่านี้อาจบอกถึงปัญหาภายในวงจร เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ความร้อนสะสม หรือการสัมผัสไฟฟ้าที่ไม่แน่นหนา ซึ่งมีความเสี่ยงต่อทั้งมือถือ ผู้ใช้งาน และอุปกรณ์ไฟฟ้ารอบข้าง

ควรทำอย่างไร?
อย่าลองเสียบซ้ำเพื่อทดสอบเด็ดขาด ให้ถอดออกจากปลั๊กและแยกเก็บไว้ ไม่ควรทิ้งปะปนกับของใช้ทั่วไปหากยังร้อนอยู่ และควรเปลี่ยนหัวชาร์จใหม่ทันที

 

5. ใช้ที่ชาร์จปลอม ราคาถูกเกินจริง หรือไม่มีมาตรฐานรับรอง
ที่ชาร์จราคาถูกมาก ๆ หรือของปลอมที่หน้าตาคล้ายของแท้ อาจไม่มีวงจรป้องกันที่เพียงพอ เช่น ระบบตัดไฟเกิน ป้องกันความร้อน ป้องกันไฟลัดวงจร หรือควบคุมแรงดันไฟให้เสถียร

อุปกรณ์เหล่านี้อาจยังชาร์จมือถือได้ในช่วงแรก แต่หากจ่ายไฟไม่นิ่งหรือใช้วัสดุคุณภาพต่ำ ก็อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว เครื่องร้อนผิดปกติ หรือในกรณีร้ายแรงอาจเกิดไฟไหม้ได้

 

ควรทำอย่างไร?
เลือกใช้หัวชาร์จและสายชาร์จจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ มีมาตรฐานรองรับ และรองรับกำลังไฟที่เหมาะกับมือถือของคุณ ไม่จำเป็นต้องซื้อของแท้จากแบรนด์มือถือเสมอไป แต่ควรเป็นแบรนด์คุณภาพและมีระบบป้องกันครบ


 

ที่ชาร์จเริ่มเสีย ส่งผลกับมือถืออย่างไร?
การใช้ที่ชาร์จเสื่อมสภาพหรือไม่มีคุณภาพ ไม่ได้เสี่ยงแค่ตัวอุปกรณ์ชาร์จเท่านั้น แต่ยังส่งผลกับมือถือโดยตรง เช่น

  • แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติ
  • เครื่องร้อนระหว่างชาร์จ
  • ชาร์จช้าหรือชาร์จไม่เต็ม
  • ระบบชาร์จเร็วทำงานผิดปกติ
  • พอร์ตชาร์จหลวม เสื่อม หรือไหม้
  • เสี่ยงวงจรภายในมือถือเสียหาย

 

พฤติกรรมที่ไม่ควรทำตอนชาร์จมือถือ

  • ชาร์จทิ้งไว้บนที่นอนหรือผ้าห่ม: ระบายความร้อนไม่ดี เสี่ยงสะสมความร้อน
  • ใช้มือถือหนัก ๆ ระหว่างชาร์จ: เช่น เล่นเกม ถ่ายวิดีโอ หรือเปิดแอปนำทางนาน ๆ ทำให้เครื่องร้อนขึ้น
  • ใช้ปลั๊กพ่วงเก่า: โดยเฉพาะปลั๊กหลวม มีรอยไหม้ หรือไม่มีมาตรฐาน
  • ดึงสายออกจากหัวแรง ๆ: ทำให้สายขาดในหรือหัวต่อหลวมเร็วขึ้น
  • ใช้ในที่เปียกชื้น: เช่น ห้องน้ำ ใกล้อ่างล้างหน้า หรือมือเปียกแล้วจับสายชาร์จ


 

เลือกที่ชาร์จใหม่ควรดูอะไร?
หากต้องซื้อที่ชาร์จใหม่ ควรดูปัจจัยเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ

  • กำลังไฟเหมาะกับมือถือ: เช่น 20W, 25W, 45W หรือมากกว่านั้นตามที่เครื่องรองรับ อย่าซื้อเกินอุปกรณ์ที่รองรับจะดีที่สุด
  • รองรับมาตรฐานชาร์จ: เช่น USB Power Delivery หรือมาตรฐานที่แบรนด์มือถือรองรับ
  • มีระบบป้องกัน: เช่น ป้องกันไฟเกิน ความร้อนเกิน และไฟลัดวงจร
  • สายชาร์จคุณภาพดี: รองรับกระแสไฟตามหัวชาร์จ ไม่ใช่ใช้สายอะไรก็ได้
  • ซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้: หลีกเลี่ยงของราคาถูกผิดปกติหรือไม่มีข้อมูลผู้ผลิตชัดเจน

 

สรุปปิดท้าย
อย่างไรก็ตาม ถ้าที่ชาร์จมือถือเริ่มมีอาการสายแตก หัวชาร์จร้อนจัด ชาร์จติด ๆ ดับ ๆ มีกลิ่นไหม้ หรือเป็นของปลอมราคาถูกเกินจริง อย่าฝืนใช้ต่อ เพราะความเสี่ยงไม่คุ้มกับเงินที่ประหยัดได้ ที่ชาร์จหนึ่งชุดอาจราคาไม่กี่ร้อยบาท แต่ถ้าเกิดไฟช็อต ไฟไหม้ หรือทำให้มือถือเสียหาย ค่าเสียหายอาจสูงกว่านั้นหลายเท่า ที่สำคัญคือเรื่องความปลอดภัยของตัวคุณและคนในบ้าน

 

 

สนับสนุนเนื้อหา:

ไอทีจีเนียส เอ็นจิเนียริ่ง (IT Genius Engineering) ให้บริการด้านไอทีครบวงจร ทั้งงานด้านการอบรม (Training) สัมมนา รับงานเขียนโปรแกรม เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น งานออกแบบกราฟิก และงานด้าน E-Marketing ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ทั้ง SEO , PPC , และ Social media marketting

ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ

Line : @itgenius (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://lin.ee/xoFlBFe
Facebook : https://www.facebook.com/itgeniusonline
Tel : 02-570-8449 มือถือ 088-807-9770 และ 092-841-7931
Email : contact@itgenius.co.th

แนะนำหลักสูตรอบรมที่น่าสนใจ

user
โดย Nong-beam
เข้าชม 43 ครั้ง

คำค้นหา : ที่ชาร์จมือถือsmart phoneที่ชาร์จใกล้พังปัญหาที่ชาร์จมือถือการเลือกชาร์จใหม่พฤติกรรมตอนชาร์จมือถือที่ชาร์จปลอมที่ชาร์จติด ๆ ดับ ๆหัวชาร์จร้อน5 สัญญาณเตือนสายชาร์จใกล้พังสายชาร์จแตก ปริ ฉีก